สงครามโลกครั้งที่สองในประเทศไทย เรื่องราวเริ่มขึ้นจากสงครามโลกครั้งที่สองในยุโรปที่เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2482 เมื่อเยอรมันโดย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้ยาตราทัพบุกโปแลนด์และอีกหลายประเทศในยุโรป และสถานการณ์ทางเอเชีย ญี่ปุ่นเริ่มใช้นโยบายชาตินิยมและก่อสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้นที่จีนและเกาหลี
สถานการณ์ในประเทศไทยเริ่มขึ้นในวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 เมื่อคณะนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง รวมทั้งประชาชนร่วมกันเดินขบวนเรียกร้องรัฐบาลเรียกเอาดินแดนคืนจากฝรั่งเศสจากเหตุการณ์ ร.ศ. 112 เช่น เสียมราฐ พระตะบอง จำปาศักดิ์ เป็นต้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้น ได้ส่งทหารข้ามพรมแดนเข้าไปยึดดินแดนคืนทันที ท่ามกลางกระแสชาตินิยมอย่างหนัก เพลงปลุกใจในเวลานั้นได้ถูกเปิดอย่างต่อเนื่อง เช่น เพลงข้ามโขง เพลงจำปาศักดิ์ เพลงเสียมราฐ เป็นต้น
เกิดการยิงต่อสู้กันอย่างหนักระหว่างทหารไทยกับทหารฝรั่งเศส ในบางช่วงทหารไทยสามารถจับทหารโมร็อกโกทหารประเทศอาณานิคมของฝรั่งเศสมาได้ และได้นำเชลยศึกเหล่านั้นมาแสดงให้ประชาชนทั่วไปได้ดูที่สวนสัตว์เขาดินวนา โดยการต่อสู้ที่เป็นที่กล่าวขานมากที่สุดคือ ยุทธนาวีที่เกาะช้าง จ.ตราด เมื่อเรือหลวงธนบุรีของกองทัพเรือไทยได้เข้าต่อสู้กับเรือรบลามอตต์ปิเกต์ของฝรั่งเศส เรือหลวงธนบุรีเสียเปรียบเรือรบลามอตต์ปิเกต์ทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีหรือกำลังพล ที่สุดเรือหลวงธนบุรีโดยการบังคับบัญชาของ นาวาโทหลวงพร้อมวีระพันธ์ก็ได้ถูกยิงจมลง นายทหารบนเรือเสียชีวิตรวม 36 นาย รวมทั้งตัวหลวงพร้อมวีระพันธ์เองด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถสร้างความเสียหายให้แก่เรือรบลามอตต์ปิเกต์ จนฝ่ายฝรั่งเศสไม่กล้าส่งเรือรบมาลาดตระเวนในน่านน้ำอ่าวไทยอีกเลย เหตุการณ์นี้ได้ถูกเรียกในเวลาต่อมาว่า ยุทธนาวีเกาะช้าง
ในส่วนของกองทัพอากาศไทย เครื่องบินรบของฝ่ายไทยและฝรั่งเศสได้ปะทะกันในสมรภูมิภาคตะวันออก การต่อสู้ที่ได้รับการกล่าวขานอย่างที่สุด คือ ในวันที่ 10 ธันวาคม เรืออากาศโทศานิต นวลมณี ได้นำเครื่องขับไล่แบบคอร์แซร์ เข้าต่อสู้กับเครื่องบินของฝรั่งเศส ต่างฝ่ายยิงเครื่องของฝ่ายตรงข้ามตกหลายลำ แต่เครื่องของเรืออากาศโทศานิต นวลมณีได้เข้าสู่ฐานทัพที่ดอนเมืองได้สำเร็จ แต่ทั้งตัวเครื่องได้ถูกยิงเป็นรูพรุนไปทั้งลำ ส่วนเรืออากาศโทศานิตได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
การต่อสู้ยังคงดำเนินไปถึงกลางปี พ.ศ. 2484 ไม่มีทีท่าว่าจะสงบ ทางญี่ปุ่นแสดงเจตจำนงเข้ามาไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง เหตุการณ์ได้จบลงโดยที่ฝรั่งเศสได้มอบดินแดนบางส่วนคืนให้แก่ไทย ฝ่ายไทยจึงจัดการปกครองเป็น 4 จังหวัด คือ จังหวัดพิบูลสงคราม จังหวัดพระตะบอง จังหวัดนครจัมปาศักดิ์ และจังหวัดลานช้าง
เหตุการณ์การสู้รบในครั้งนี้ได้ถูกเรียกว่า กรณีพิพาทอินโดจีน หรือ สงครามอินโดจีน และต่อมาได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิขึ้นเป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย
วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553
พระธาตุนาดูน
พระธาตุนาดูน
Phathat Nadoon
สถานที่สำคัญ ของจังหวัดมหาสารคามอีกหนึ่งแห่งที่ตั้งอยู่ที่ อำเภอนาดูน ซึ่งพระธาตินาดูนมีความเป็นมาที่ยาวนานและเป็นที่เคารพสักการะ ของชาวจังหวัดมหาสารคามและจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งผ่านที่เดินทางผ่านไปมาได้แวะมาสักการะสร้างขึ้นเพื่อบรรจุบพระบรมสารีริกธาตุที่ได้จากเจดีย์ขนาดเล็กองค์หนึ่ง ซึ่งค้นพบห่างจากองค์พระธาตุแห่งนี้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร ลักษณุของพระธาตุเป็นเจดีย์ทรงระฆัง ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมซ้อนกัน 3 ชั้น ตกแต่งด้วยประติมากรรมนูนต่ำ ประดับเจดีย์จำลองขนาดเล็ก 4 มุม สันนิษฐานว่ามีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 สมัยทวารดี
ภายในบริเวณยังมีพิพิธภัณฑ์ทางศาสนาและวัฒนธรรม สวนรุกชาติ สวนสมุนไพร ซึ่งตกแต่งให้เป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาอีกด้วย
พระธาตุนาดูนเป็นโบราณวัตถุที่มีอายุมากว่า 1,300 ปี ขุดพบเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2522บนที่นาของนายทองดี ปะวะภูตา ราษฏรบ้านนาดูน ต.นาดูน อ.นาดูนจังหวัดมหาสารคาม การค้นขุดค้นพบตอนแรก ขุดได้โดยคนหลายกลุ่มคนแต่เมื่อเจ้าหน้าที่หน่วยศิลปากรที่ 7 ขอนแก่น ได้ติดตามวัตถุในส่วนที่เกี่ยวข้องกันจากส่วนหนึ่งที่ขุดได้ ก็สามารถนำมารวมกัน ปรากฏว่า ต่อเข้ากันได้รูปทรงเหมาะสมกันดีมาก มีการพิสูจน์อีกครั้งว่าสถูปนี้ใช้สำหรับบรรจุสิ่งใด ผลการตรวจพิสูจน์รายละเอียดวัตถุโบราณชิ้นนี้แล้ว ลงความเห็นว่าเป็นสถูปที่ใช้บรรจุพระ สารีริกธาตุ ลักษณะสถูปทำด้วยทองสำริด มีส่วนประกอบ 2 ส่วนคือ
1.ส่วนยอด มีลักษณะ เป็นปล้องไฉน จำนวน 2 ปล้อง ส่วนบนสุดเป็นปลียอดกลม
2. ตัวสถูปทำด้วยทองสำริด มีลักษณะคล้ายระฆัง หรือโอคว่ำ ส่วนยอดของ
ตัวสถูป จะรับเข้ากับส่วนล่างสุดของส่วนยอดพอดี
ในการขุดครั้งนั้น ชาวบ้าน รวมทั้งผู้คนทั่วสารทิศ ขุดได้พระพิมพ์ต่าง ๆ ได้หลาย
สิบกระสอบ และในปัจจุบันวัตถุเหล่านั้น บูชากันราคาระดับต้น ๆ ของเมืองไทยกราบพระธาตุนาดูน ณ พุทธมณฑลอีสาน และศึกษาประวัติได้ที่พระธาตุนาดูน อ.นาดูน จ.มหาสารคาม หรือ web site การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
Phathat Nadoon
สถานที่สำคัญ ของจังหวัดมหาสารคามอีกหนึ่งแห่งที่ตั้งอยู่ที่ อำเภอนาดูน ซึ่งพระธาตินาดูนมีความเป็นมาที่ยาวนานและเป็นที่เคารพสักการะ ของชาวจังหวัดมหาสารคามและจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งผ่านที่เดินทางผ่านไปมาได้แวะมาสักการะสร้างขึ้นเพื่อบรรจุบพระบรมสารีริกธาตุที่ได้จากเจดีย์ขนาดเล็กองค์หนึ่ง ซึ่งค้นพบห่างจากองค์พระธาตุแห่งนี้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร ลักษณุของพระธาตุเป็นเจดีย์ทรงระฆัง ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมซ้อนกัน 3 ชั้น ตกแต่งด้วยประติมากรรมนูนต่ำ ประดับเจดีย์จำลองขนาดเล็ก 4 มุม สันนิษฐานว่ามีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 สมัยทวารดี
ภายในบริเวณยังมีพิพิธภัณฑ์ทางศาสนาและวัฒนธรรม สวนรุกชาติ สวนสมุนไพร ซึ่งตกแต่งให้เป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาอีกด้วย
พระธาตุนาดูนเป็นโบราณวัตถุที่มีอายุมากว่า 1,300 ปี ขุดพบเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2522บนที่นาของนายทองดี ปะวะภูตา ราษฏรบ้านนาดูน ต.นาดูน อ.นาดูนจังหวัดมหาสารคาม การค้นขุดค้นพบตอนแรก ขุดได้โดยคนหลายกลุ่มคนแต่เมื่อเจ้าหน้าที่หน่วยศิลปากรที่ 7 ขอนแก่น ได้ติดตามวัตถุในส่วนที่เกี่ยวข้องกันจากส่วนหนึ่งที่ขุดได้ ก็สามารถนำมารวมกัน ปรากฏว่า ต่อเข้ากันได้รูปทรงเหมาะสมกันดีมาก มีการพิสูจน์อีกครั้งว่าสถูปนี้ใช้สำหรับบรรจุสิ่งใด ผลการตรวจพิสูจน์รายละเอียดวัตถุโบราณชิ้นนี้แล้ว ลงความเห็นว่าเป็นสถูปที่ใช้บรรจุพระ สารีริกธาตุ ลักษณะสถูปทำด้วยทองสำริด มีส่วนประกอบ 2 ส่วนคือ
1.ส่วนยอด มีลักษณะ เป็นปล้องไฉน จำนวน 2 ปล้อง ส่วนบนสุดเป็นปลียอดกลม
2. ตัวสถูปทำด้วยทองสำริด มีลักษณะคล้ายระฆัง หรือโอคว่ำ ส่วนยอดของ
ตัวสถูป จะรับเข้ากับส่วนล่างสุดของส่วนยอดพอดี
ในการขุดครั้งนั้น ชาวบ้าน รวมทั้งผู้คนทั่วสารทิศ ขุดได้พระพิมพ์ต่าง ๆ ได้หลาย
สิบกระสอบ และในปัจจุบันวัตถุเหล่านั้น บูชากันราคาระดับต้น ๆ ของเมืองไทยกราบพระธาตุนาดูน ณ พุทธมณฑลอีสาน และศึกษาประวัติได้ที่พระธาตุนาดูน อ.นาดูน จ.มหาสารคาม หรือ web site การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
บทความสอนใจ
บทความสอนใจ
1. คนเรามีความรู้สึกรัก ชอบ โกรธ เศร้า ไม่ต่างกัน
ขึ้นอยู่กับว่าเวลาไหนมันจะแสดงออกมามากน้อยเพียงใดเท่านั้น
" คนที่จะหัวเราะได้เสียงดัง ข้างในคงต้องขำบ้างพอสมควร
คนที่น้ำตาจะไหลได้ ข้างในคงมีเรื่องปวดร้าว....ถ้าไม่นับการร้องไห้ที่มาจากความปิติ "
2.โลกสอนมนุษย์ว่าทุกสิ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง...แต่โลกก็กลับสอนให้มนุษย์ผูกพัน
3. คนที่ตลกหัวเราะสดใส ก็คือคนเดียวกับคนที่สามารถร้องไห้ฟูมฟายได้
เพียงแต่คุณจะได้เห็นหรือเปล่าเท่านั้น อาจจะเคยได้ยินว่า "
คนที่หัวเราะได้ดังที่สุด ก็คือคนที่สามารถร้องไห้ได้ดังที่สุดเช่นกัน"
4. เด็กๆ จะมองว่าผู้ใหญ่ซีเรียส ในขณะที่ผู้ใหญ่จะบอกว่า เด็กไร้สาระ
เพราะเด็กไม่เคยเป็นผู้ใหญ่มาก่อน วันหนึ่งเค้าคงจะรู้ว่า
ทำไมถึงต้องมีเรื่องซีเรียส
สำหรับผู้ใหญ่ซึ่งได้ผ่านวัยเด็กมาแล้วอาจจะลืมไปว่า ณ วันที่ผ่านมา"
สาระ"ในชีวิตของเค้า คืออะไร
5. ครอบครัวไทยมักจะเลี้ยงลูกผู้หญิงให้เป็นฝ่ายถูกเลือก
คอยสั่งสอนให้ทำตัวเรียบร้อย
ไม่อย่างนั้นจะไม่มีใครเลือกไปเป็นคู่ครอง....
แต่ความจริงแล้วผู้ชายและผู้หญิง เราต่างเลือกซึ่งกันและกันมากกว่า
6. เพื่อนที่ดีที่สุด
คือคนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกันโดยไม่พูดอะไรกันซักคำ
แต่สามารถเดินจากไป ด้วยความรู้สึกเหมือนได้คุยกันอย่างประทับใจที่สุด
7.ใครหลายคนไม่กล้าเข้าไปปลอบโยนให้คำปรึกษากับเพื่อนเพราะคิดว่าเราไม่รู้จะบอก
เค้ายังไง เพราะเราเป็นแค่เพื่อน....แต่ความจริงแล้วคุณเป็นตั้งเพื่อนต่างหาก
8. ผู้ชายที่ร้องไห้ และยอมรับว่าตัวเองร้องไห้เค้าคือสุภาพบุรุษที่สุด
อย่างน้อยการซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง... คือความกล้าหาญสุดยอด
9. ก่อนที่วันนี้ คุณจะทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ๆ
อย่าลืมสำรวจตัวเองก่อนว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา...
คุณทำใครหล่นหายไปจากชีวิตหรือเปล่า
10. เงินไม่ใช่พระเจ้า แต่ทำให้เรามีทางเลือกมากขึ้น
11. มีสติ สตางค์อยู่ ก็ปลีกเวลาไปใช้เสียบ้าง
อีกหน่อยไม่มีสติแต่มีสตางค์...ก็สายไปเสียแล้ว
12. เวลาที่เรารักใคร เราจะรู้สึกตัวเล็กเหลือเกิน...เวลาใครรักเรา
เราจะรู้สึกตัวใหญ่เหลือเกิน...แต่ถ้าเราเจอคนที่เรารักเค้าและเค้าก็รักเรา
เราจะผลัดกันตัวเล็กตัวใหญ่
13. วันที่คุณเข้มแข็งและแข็งแรงพอ
อย่าลืมเป็นผู้ฟังที่ดีให้กับคนที่มีปัญหาด้วย "เอาไหล่ให้เค้าพิง
เอามือให้เค้าจับ".....100 คำพูดดี ดี ไม่เท่ากับ 1
สัมผัสที่มีค่าหรอกนะ
14. คุณรู้ไหมว่า อายุคนเราเฉลี่ย 76 ปีนั่นคือแค่ 3952
อาทิตย์เท่านั้นคุณหมดเวลาไปกับการนอนถึง 1317 อาทิตย์
ซึ่งเท่ากับว่าคุณเหลือเวลาที่ใช้ดำเนินชีวิตแค่ 2635
อาทิตย์เท่านั้นเอง
15. ลองฉลองวันเกิดกับครอบครัวสักปี แล้วคุณจะได้รู้ว่า
เมื่อตอนที่คุณร้องไห้จ้าในวันเกิดวันแรก
คนในครอบครัวคุณมีความสุขกันขนาดไหน.......
1. คนเรามีความรู้สึกรัก ชอบ โกรธ เศร้า ไม่ต่างกัน
ขึ้นอยู่กับว่าเวลาไหนมันจะแสดงออกมามากน้อยเพียงใดเท่านั้น
" คนที่จะหัวเราะได้เสียงดัง ข้างในคงต้องขำบ้างพอสมควร
คนที่น้ำตาจะไหลได้ ข้างในคงมีเรื่องปวดร้าว....ถ้าไม่นับการร้องไห้ที่มาจากความปิติ "
2.โลกสอนมนุษย์ว่าทุกสิ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง...แต่โลกก็กลับสอนให้มนุษย์ผูกพัน
3. คนที่ตลกหัวเราะสดใส ก็คือคนเดียวกับคนที่สามารถร้องไห้ฟูมฟายได้
เพียงแต่คุณจะได้เห็นหรือเปล่าเท่านั้น อาจจะเคยได้ยินว่า "
คนที่หัวเราะได้ดังที่สุด ก็คือคนที่สามารถร้องไห้ได้ดังที่สุดเช่นกัน"
4. เด็กๆ จะมองว่าผู้ใหญ่ซีเรียส ในขณะที่ผู้ใหญ่จะบอกว่า เด็กไร้สาระ
เพราะเด็กไม่เคยเป็นผู้ใหญ่มาก่อน วันหนึ่งเค้าคงจะรู้ว่า
ทำไมถึงต้องมีเรื่องซีเรียส
สำหรับผู้ใหญ่ซึ่งได้ผ่านวัยเด็กมาแล้วอาจจะลืมไปว่า ณ วันที่ผ่านมา"
สาระ"ในชีวิตของเค้า คืออะไร
5. ครอบครัวไทยมักจะเลี้ยงลูกผู้หญิงให้เป็นฝ่ายถูกเลือก
คอยสั่งสอนให้ทำตัวเรียบร้อย
ไม่อย่างนั้นจะไม่มีใครเลือกไปเป็นคู่ครอง....
แต่ความจริงแล้วผู้ชายและผู้หญิง เราต่างเลือกซึ่งกันและกันมากกว่า
6. เพื่อนที่ดีที่สุด
คือคนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกันโดยไม่พูดอะไรกันซักคำ
แต่สามารถเดินจากไป ด้วยความรู้สึกเหมือนได้คุยกันอย่างประทับใจที่สุด
7.ใครหลายคนไม่กล้าเข้าไปปลอบโยนให้คำปรึกษากับเพื่อนเพราะคิดว่าเราไม่รู้จะบอก
เค้ายังไง เพราะเราเป็นแค่เพื่อน....แต่ความจริงแล้วคุณเป็นตั้งเพื่อนต่างหาก
8. ผู้ชายที่ร้องไห้ และยอมรับว่าตัวเองร้องไห้เค้าคือสุภาพบุรุษที่สุด
อย่างน้อยการซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง... คือความกล้าหาญสุดยอด
9. ก่อนที่วันนี้ คุณจะทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ๆ
อย่าลืมสำรวจตัวเองก่อนว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา...
คุณทำใครหล่นหายไปจากชีวิตหรือเปล่า
10. เงินไม่ใช่พระเจ้า แต่ทำให้เรามีทางเลือกมากขึ้น
11. มีสติ สตางค์อยู่ ก็ปลีกเวลาไปใช้เสียบ้าง
อีกหน่อยไม่มีสติแต่มีสตางค์...ก็สายไปเสียแล้ว
12. เวลาที่เรารักใคร เราจะรู้สึกตัวเล็กเหลือเกิน...เวลาใครรักเรา
เราจะรู้สึกตัวใหญ่เหลือเกิน...แต่ถ้าเราเจอคนที่เรารักเค้าและเค้าก็รักเรา
เราจะผลัดกันตัวเล็กตัวใหญ่
13. วันที่คุณเข้มแข็งและแข็งแรงพอ
อย่าลืมเป็นผู้ฟังที่ดีให้กับคนที่มีปัญหาด้วย "เอาไหล่ให้เค้าพิง
เอามือให้เค้าจับ".....100 คำพูดดี ดี ไม่เท่ากับ 1
สัมผัสที่มีค่าหรอกนะ
14. คุณรู้ไหมว่า อายุคนเราเฉลี่ย 76 ปีนั่นคือแค่ 3952
อาทิตย์เท่านั้นคุณหมดเวลาไปกับการนอนถึง 1317 อาทิตย์
ซึ่งเท่ากับว่าคุณเหลือเวลาที่ใช้ดำเนินชีวิตแค่ 2635
อาทิตย์เท่านั้นเอง
15. ลองฉลองวันเกิดกับครอบครัวสักปี แล้วคุณจะได้รู้ว่า
เมื่อตอนที่คุณร้องไห้จ้าในวันเกิดวันแรก
คนในครอบครัวคุณมีความสุขกันขนาดไหน.......
วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553
รัฐประหาร 19 กันยา
เปิดเบื้องลึก..รัฐประหาร..19กันยายน2549 !!
การใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รัษาการนายกรัฐมนตรี ปรากฏเป็นรูปธรรม ในช่วงประมาณ 22.00 น.ในวันอังคาร ที่ 19 กันยายน 2549 มีเค้าลางปรากฏ ให้เห็นตลอดทั้งวัน
สัญญานแรกที่ปรากฏให้เห็นเกิดขึ้นในช่วงเช้า เมื่อผู้บัญชาการทั้ง 3 เหล่าทัพ ได้รับคำสั่งด่วนจาก พล.ต.อ. ชิดชัย วรรณสถิตย์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุม ครม. แทน พ.ต.ท. ทักษิณ ซึ่งติดภาระกิจร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ที่สหรัฐ
น่าแปลกใจที่คำสั่งดังกล่าว ไม่ได้การตอบสนองจาก ผบ.ทุกเหล่าทัพ..!!!???
นับจากนั้นข่าวการรัฐประหารก็สะพัดขึ้นทันที ก่อนจะชัดเจนเมื่อพบความเคลื่อนใหวเป็นพิเศษของกองกำลังพลสังกัดกองทัพภาคที่ 3 ที่อยูภายใต้การบังคับบัญชาของ พล.ท.สพรั่ง กัลยาณมิตร แม่ทัพภาคที่ 3
โดยมีรายงานข่าวในช่วงบ่ายว่า พล.ท.สพรั่ง ได้เดินทางไปที่กองพลทหารม้า ที่ 1 เพชรบูรณ์ พร้อมสั่งการให้ตรวจสอบความพร้อมของยานลำเลียง รถถัง ปืนใหญ่ และอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ของ พล.ม. 1
อย่างไรก็ตามการเคลื่อนใหวที่ พล.ม.1 หาได้รอดพ้นสายตาของทหารอีกฝ่ายที่ใกล้ชิด พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่
เมื่อความเคลื่อนใหวในส่วนนี้ปรากฏขึ้นมา กำลังอีกด้านจาก พล.ม.2 ซึ่งมี พล.ต. ศานิตย์พรมมาศ ตท.10 รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นผบ.พล ก็ได้เคลื่อนกำลังเข้าอารักขาทำเนียบรัฐบาลทันที่ ทำให้การเคลื่อนใหวที่ พล.ม.1 เงียบลงไป
กระนั้นข่าวการเตรียมกำลังยึดอำนาจก็ยังสะพัดต่อไป อย่างคึกคัก จนมีข่าวว่ารักษาการรัฐมนตรีบางคนเตรียมหลบหนีแล้ว
ความเคลื่อนใหวที่น่าสนใจเกิดขึ้นอีกครั้งในเวลา 17.00 น. กลุ่มพลเรือนประมาณ 10 คน นำโดย นางเพ็ญจิต ปัญญวรรณศิริ ข้าราชการบำนาญ ได้เดินทางไปที่กองบัญชาการกองทัพ ขอยื่นหนังสือให้ พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. นำกำลังออกมาทำให้สถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย เข้าสู่การปฏิรูปการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย
ล่วงเข้าช่วงค่ำวันเดียวกัน ข่าวการรัฐประหารยึดอำนาจก็กระหึ่มหนักขึ้น ตามด้วยรายงานข่าวว่ามีการเจรจากันระหว่างผู้นำฝ่ายรัฐประหาร กับพ.ต.ท. ทักษิณ ยื่นข้อเสนอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หลีกทางออกไป แต่ฝ่ายหลังไม่สนองตอบ
ข่าวชิ้นดังกล่าวเหมือนฟางเส้นสุดท้าย ก่อนที่ฝ่ายรัฐประหารจะเคลื่อนกำลังออกมาอย่างเป็นรูปธรรม....!!!
เวลา 21.00 น. สายข่าวทุกสายยืนยันมีรัฐประหารแน่นอน และเป็นที่น่าสังเกตว่า ตั้งแต่เวลาดังกล่าว สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ไม่มีการออกอากาศรายการต่างๆ ตามปกติ มีเพียงพระบรมฉายาลัษณ์ และเสียงเพลงเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น
จากนั้นแค่ไม่กี่นาที รถบัสนับสิบคัน จากศูนย์บัญชาการสงครามพิเศษ ลพบุรี นำกำลังพลในชุดพราง อาวุธครบมือเดินทางถึงกองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน ตามด้วยรถถ่ายทอดสดของ ททบ. 5
สถานการบีบคั้นหัวใจผ่านไปเพียงชั่วโมง สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ก็ออกอากาศสดเสียงของพ.ต.ท.ทักษิณ จากนิวยอร์ก ประกาศภาวะฉุกเฉิน พร้อมเด้ง บิ๊กบัง-สนธิ ไปช่วยราชการที่สำนักนายกฯ โดยต้องไปรายงานตัวกับ พล.ต.อ.ชิดชัย ทันที
นอกจากนี้ยังมอบหมายให้ พล.อ. เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผบ.สส. เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียนร้อย ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการแผ่นดินในภาวะฉุกเฉิน แต่แล้วความหวังสุดท้ายของพ.ต.ท. ทักษิณ ที่จะต่อสู้รักษาอำนาจต่อไปก็พังทลายลง เมื่อทหารฝ่ายยึดอำนาจสั่งยุติการออกอากาศทันที พร้อมกับที่ขบวนรถถังนับสิบคัน ผสมกับรถฮัมวี่ติดปืนกลได้เคลื่อนเข้าสู่ถนนราชดำเนินท่ามกลางความแปลกใจของประชาชน
ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวว่า กำลังพลฝ่ายรัฐประหาร อีกส่วนจากกรมทหารราบที่ 31 ลพบุรีได้เข้ายึดทำเนียบ นอกจากนั้นยังมีกำลังไม่ทราบฝ่าย เข้ายึดอาคารชินวัตร สถานีโทรทัศน์ ไอทีวีบ้านจันทร์ส่งหล้า ของพ.ต.ท. ทักษิณ
จนกระทั่งเวลา 23.00 น.ความสงสัยข้องใจทั้งหมดก็คลี่คลายลง เมื่อมีการแถลงการณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ แห่งประเทศไทย ระบุว่า " คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข " ซึ่งประกอบด้วย ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เข้าควบคุมสถานการณ์ในเขตพื้นที่ กทม. และปริมลฑลได้แล้ว
จากนั้นในเวลา 240.00 น. คณะปฏิรูปฯ พร้อมด้วย พล.อ. เรืองโรจน์ มหาสรานนท์ ได้เข้าเฝ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เพื่อกราบบังคมทูลถวายรายงานสถานการณ์
(ขอขอบคุณ คมชัดลึก ฉบับ วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน 2549)
การใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รัษาการนายกรัฐมนตรี ปรากฏเป็นรูปธรรม ในช่วงประมาณ 22.00 น.ในวันอังคาร ที่ 19 กันยายน 2549 มีเค้าลางปรากฏ ให้เห็นตลอดทั้งวัน
สัญญานแรกที่ปรากฏให้เห็นเกิดขึ้นในช่วงเช้า เมื่อผู้บัญชาการทั้ง 3 เหล่าทัพ ได้รับคำสั่งด่วนจาก พล.ต.อ. ชิดชัย วรรณสถิตย์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุม ครม. แทน พ.ต.ท. ทักษิณ ซึ่งติดภาระกิจร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ที่สหรัฐ
น่าแปลกใจที่คำสั่งดังกล่าว ไม่ได้การตอบสนองจาก ผบ.ทุกเหล่าทัพ..!!!???
นับจากนั้นข่าวการรัฐประหารก็สะพัดขึ้นทันที ก่อนจะชัดเจนเมื่อพบความเคลื่อนใหวเป็นพิเศษของกองกำลังพลสังกัดกองทัพภาคที่ 3 ที่อยูภายใต้การบังคับบัญชาของ พล.ท.สพรั่ง กัลยาณมิตร แม่ทัพภาคที่ 3
โดยมีรายงานข่าวในช่วงบ่ายว่า พล.ท.สพรั่ง ได้เดินทางไปที่กองพลทหารม้า ที่ 1 เพชรบูรณ์ พร้อมสั่งการให้ตรวจสอบความพร้อมของยานลำเลียง รถถัง ปืนใหญ่ และอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ของ พล.ม. 1
อย่างไรก็ตามการเคลื่อนใหวที่ พล.ม.1 หาได้รอดพ้นสายตาของทหารอีกฝ่ายที่ใกล้ชิด พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่
เมื่อความเคลื่อนใหวในส่วนนี้ปรากฏขึ้นมา กำลังอีกด้านจาก พล.ม.2 ซึ่งมี พล.ต. ศานิตย์พรมมาศ ตท.10 รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นผบ.พล ก็ได้เคลื่อนกำลังเข้าอารักขาทำเนียบรัฐบาลทันที่ ทำให้การเคลื่อนใหวที่ พล.ม.1 เงียบลงไป
กระนั้นข่าวการเตรียมกำลังยึดอำนาจก็ยังสะพัดต่อไป อย่างคึกคัก จนมีข่าวว่ารักษาการรัฐมนตรีบางคนเตรียมหลบหนีแล้ว
ความเคลื่อนใหวที่น่าสนใจเกิดขึ้นอีกครั้งในเวลา 17.00 น. กลุ่มพลเรือนประมาณ 10 คน นำโดย นางเพ็ญจิต ปัญญวรรณศิริ ข้าราชการบำนาญ ได้เดินทางไปที่กองบัญชาการกองทัพ ขอยื่นหนังสือให้ พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. นำกำลังออกมาทำให้สถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย เข้าสู่การปฏิรูปการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย
ล่วงเข้าช่วงค่ำวันเดียวกัน ข่าวการรัฐประหารยึดอำนาจก็กระหึ่มหนักขึ้น ตามด้วยรายงานข่าวว่ามีการเจรจากันระหว่างผู้นำฝ่ายรัฐประหาร กับพ.ต.ท. ทักษิณ ยื่นข้อเสนอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หลีกทางออกไป แต่ฝ่ายหลังไม่สนองตอบ
ข่าวชิ้นดังกล่าวเหมือนฟางเส้นสุดท้าย ก่อนที่ฝ่ายรัฐประหารจะเคลื่อนกำลังออกมาอย่างเป็นรูปธรรม....!!!
เวลา 21.00 น. สายข่าวทุกสายยืนยันมีรัฐประหารแน่นอน และเป็นที่น่าสังเกตว่า ตั้งแต่เวลาดังกล่าว สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ไม่มีการออกอากาศรายการต่างๆ ตามปกติ มีเพียงพระบรมฉายาลัษณ์ และเสียงเพลงเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น
จากนั้นแค่ไม่กี่นาที รถบัสนับสิบคัน จากศูนย์บัญชาการสงครามพิเศษ ลพบุรี นำกำลังพลในชุดพราง อาวุธครบมือเดินทางถึงกองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน ตามด้วยรถถ่ายทอดสดของ ททบ. 5
สถานการบีบคั้นหัวใจผ่านไปเพียงชั่วโมง สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ก็ออกอากาศสดเสียงของพ.ต.ท.ทักษิณ จากนิวยอร์ก ประกาศภาวะฉุกเฉิน พร้อมเด้ง บิ๊กบัง-สนธิ ไปช่วยราชการที่สำนักนายกฯ โดยต้องไปรายงานตัวกับ พล.ต.อ.ชิดชัย ทันที
นอกจากนี้ยังมอบหมายให้ พล.อ. เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผบ.สส. เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียนร้อย ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการแผ่นดินในภาวะฉุกเฉิน แต่แล้วความหวังสุดท้ายของพ.ต.ท. ทักษิณ ที่จะต่อสู้รักษาอำนาจต่อไปก็พังทลายลง เมื่อทหารฝ่ายยึดอำนาจสั่งยุติการออกอากาศทันที พร้อมกับที่ขบวนรถถังนับสิบคัน ผสมกับรถฮัมวี่ติดปืนกลได้เคลื่อนเข้าสู่ถนนราชดำเนินท่ามกลางความแปลกใจของประชาชน
ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวว่า กำลังพลฝ่ายรัฐประหาร อีกส่วนจากกรมทหารราบที่ 31 ลพบุรีได้เข้ายึดทำเนียบ นอกจากนั้นยังมีกำลังไม่ทราบฝ่าย เข้ายึดอาคารชินวัตร สถานีโทรทัศน์ ไอทีวีบ้านจันทร์ส่งหล้า ของพ.ต.ท. ทักษิณ
จนกระทั่งเวลา 23.00 น.ความสงสัยข้องใจทั้งหมดก็คลี่คลายลง เมื่อมีการแถลงการณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ แห่งประเทศไทย ระบุว่า " คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข " ซึ่งประกอบด้วย ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เข้าควบคุมสถานการณ์ในเขตพื้นที่ กทม. และปริมลฑลได้แล้ว
จากนั้นในเวลา 240.00 น. คณะปฏิรูปฯ พร้อมด้วย พล.อ. เรืองโรจน์ มหาสรานนท์ ได้เข้าเฝ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เพื่อกราบบังคมทูลถวายรายงานสถานการณ์
(ขอขอบคุณ คมชัดลึก ฉบับ วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน 2549)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)