งานนิติวิทยาศาสตร์ คดีที่ตัดสินแล้ว
1. ตัดสินแล้ว จิตรลดา มือมีดคดีดัง เจอโทษคุก4ปี
ที่ห้องพิจารณาคดี 603 ศาลอาญากรุงเทพใต้ เวลา 10.00 น. วันที่ 20 พ.ย. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 6957/2549 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 3 และนายชุมเจตน์ อารีฟ บิดา ด.ญ.ชมณรรฐ นักเรียนโรงเรียนเซนโยเซฟคอนแวนต์ ผู้เสียหาย เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.จิตรลดา ตันติวณิชยสุข อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 42/2 หมู่ 4 ต.วัดแค อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม มีอาการจิตเภท เป็นจำเลย ในความผิดฐาน พยายามฆ่าผู้อื่น และพกพาอาวุธไปในที่สาธารณะในเมืองหรือในหมู่บ้านโดยไม่มีเหตุอันควร
คำฟ้องโจทก์สรุปว่า เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 48 เวลากลางวัน จำเลยพกอาวุธมีดยาว 6 นิ้ว 2 เล่ม และมีดขนาดความยาว 8 นิ้ว อีก 1 เล่ม เข้าไปใน ร.ร.เซนต์โยเซฟคอนแวนต์ ถ.คอนแวนต์ เขตสาทร แล้วใช้มีดแทงนักเรียนหญิงได้รับบาดเจ็บรวม 4 ราย คือ ด.ญ.ชมณรรฐ อารีฟ อายุ 12 ปี ชั้น ป.6/5 ถูกที่ไตด้านขวา ด.ญ.ชญมน ไตรเลิศสุนทร อายุ 14 ปี ชั้น ม.2/5 ที่บริเวณรักแร้ทะลุปอด ด.ญ.อภิญญา บุญนำ อายุ 14 ปี ชั้น ม.2/1 ทะลุปอด และ ด.ญ.จัณจุฑา ฤกษ์วิสิษฐกุล อายุ 13 ปี ชั้น ม.2/7 บริเวณ หน้าท้องได้รับบาดเจ็บสาหัส จำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาฆ่า และมีการกระทำอันเป็นการไต่ตรองไว้ก่อน ท้ายคำฟ้องอัยการระบุว่าจำเลยมีสติรับรู้ดี สามารถต่อสู้คดีได้
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าโจทก์มีผู้เสียหายทั้ง 4 คน ซึ่งถูกแทง เบิกความสอดคล้องกันว่า เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 48 เวลา 07.00 น. ขณะเดินเข้าอาคารเรียน จำเลยได้ถือ อาวุธมีดแล้วไล่แทง ด.ญ.ชมณรรฐ ผู้เสียหายที่ 1 เมื่อถูกแทงแล้วได้หนีขึ้นบันไดร้องขอความช่วยเหลือ จากนั้นเข้าไปหลบซ่อนตัวในห้องเรียนชั้น ม.2/1 โดยผู้เสียหายที่ 2-4 ซึ่งอยู่บริเวณหน้าห้องเรียนชั้นม.2/1 และม.2/3 ขณะนั่งคุยกับเพื่อนก็ถูกจำเลยใช้อาวุธมีดแทง แล้วทิ้งอาวุธมีดไว้ที่ตักของ ด.ญ.จัณจุฑา ผู้เสียหายที่ 4 ก่อนจะหลบหนีไป ผู้เสียหายทั้ง 4 คน สามารถชี้ตัวจำเลยตามรูปถ่ายได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
ขณะที่พยานโจทก์ ประกอบด้วย เพื่อนนักเรียน ครู และผู้ปกครองที่เห็นเหตุการณ์ เบิกความสอดคล้องกันว่าหลังเกิดเหตุแล้วได้พาคนเจ็บส่งโรงพยาบาลบีเอ็นเอช พยานระบุรูปพรรณคนร้ายมีรูปร่างผอม ขาว ตาโต ไว้ผมสั้นหน้าม้า ลักษณะคล้ายจำเลย สวมเสื้อสายเดี่ยวสีชมพู กระโปรงสีเข้ม โดยพยานสามารถชี้ตัวจำเลยตามภาพถ่ายจากพนักงานสอบสวนได้ถูกต้อง ขณะที่แพทย์ โรงพยาบาลบีเอ็นเอชเบิกความว่านักเรียนผู้เสียหายถูกแทง หลายแผลเข้าอวัยวะสำคัญ หากรักษาไม่ทันท่วงทีอาจได้รับอันตรายถึงชีวิต
โจทก์ยังมีนายประเชิญ หวังเย็นกลาง คนขับรถ จักรยานยนต์รับจ้างในซอยคอนแวนต์ เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุ จำเลยว่าจ้างไปทางถนนสาทร และให้จอดรถบริเวณหน้าธนาคารทหารไทย สาขาถนนสาทร ระหว่างทางจำเลยได้นำถุงขยะในมือไปทิ้ง ก่อนจะขับเลี้ยวซ้าย ไปทางถนนพระราม 4 เมื่อถึงที่หมายได้จ่ายเงินค่าจ้าง 100 บาท แต่จำเลยถอดหมวกกันน็อกไม่เป็น พยานจึงช่วยถอดและพบรอยเลือดที่แก้มซ้าย พยานจึงสอบถามว่าไปโดนอะไรมา แต่จำเลยไม่ตอบ พอมาทราบว่ามีคดีแทงนักเรียนโรงเรียนเซนต์โยเซฟ จึงจำได้ว่าเป็นจำเลย และนำเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจถุงขยะที่จำเลยทิ้งไว้พบอาวุธมีดของกลาง ขณะที่เพื่อนวินรถจักรยานยนต์รับ
จ้างเล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านี้ จำเลยเคยว่าจ้างให้ติดตามนัก เรียนโรงเรียนเซนต์โยเซฟหลายครั้ง โดยพยานที่ขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างภายในซอยดังกล่าวอีกหลายปาก ยืนยันว่าเคยได้รับการว่าจ้างจากจำเลยให้ขี่ติดตามรถเด็กนักเรียนเซนต์โยเซฟมาแล้วเช่นกัน ประกอบกับพยานโจทก์ที่เป็นพนักงานร้านขายอาวุธมีดที่ห้างดิโอลด์ สยามพลาซ่า เบิก ความด้วยว่ามีหญิงสาวรูปพรรณเหมือนจำเลยมาซื้อมีดไป 3 เล่ม เป็นเงิน 9,000 บาท พยานเจ้าของร้านเสริมสวยย่านพรานนก ระบุว่าจำเลยมาดัดผมและเปลี่ยนสีผม และพยานที่เป็นเจ้าของร้านอาหารครัวตาน้อย ภายในสโมสรรถไฟ เบิกความว่าหลังเกิดเหตุจำเลยได้มาสมัครงาน โดยรับไว้ทำงาน แต่เมื่อทราบข่าวว่ามีคนร้ายแทงเด็กนักเรียนและหน้าตาเหมือนจำเลยจึงแจ้งตำรวจ จับกุมจำเลยได้ พร้อมอาวุธมีด
ศาลเห็นว่าพยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกัน มีการลำดับเหตุการณ์สมเหตุสมผล ไม่มีพิรุธ มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายจึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานจะเบิกความกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย อีกทั้งช่วงเวลาเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน มีประจักษ์พยานหลายคนทั้งครู นักเรียน และคนขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ผู้ปกครอง ตลอดจนพยานแวดล้อมใกล้ชิด ทั้งคนขายอาวุธมีด เบิกความสนับสนุน มีน้ำหนักน่าเชื่อว่า จำเลยได้เตรียมมีดหลายเล่มมาก่อเหตุแทงนักเรียนอย่างรุนแรงหลายครั้งต่อเนื่องกัน ซึ่งผู้เสียหายมีลักษณะเป็นลูกครึ่งไทยอินเดีย และลูกครึ่งไทยจีน ที่จำเลยมีความฝังใจ โกรธและเกลียด อยากจะทำร้ายบุคคลลักษณะดังกล่าว ประกอบกับคำรับสารภาพของจำเลย ทำให้พยานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือปราศจากข้อสงสัย
ส่วนจำเลยจะมีจิตบกพร่องฟั่นเฟือนหรือไม่ สามารถมีความรับผิดชอบตัวเองและบังคับตัวเองได้บ้างหรือไม่นั้น เห็นว่าโจทก์มีบุคคลในครอบครัวของจำเลยและแพทย์สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ เบิกความว่า จำเลยมีอาการ ป่วยเป็นจิตเภทเรื้อรังมาตั้งแต่อายุ 20 ปี ครั้งแรกเข้ารักษาโรงพยาบาลนิติจิตเวชปี 2536 แล้วหยุดรักษาไป จากนั้นเข้ารักษาที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาในปี 2544 และหยุดรักษาไปอีกครั้ง โดยแพทย์ให้ความเห็นว่า จำเลยป่วยเป็นโรคจิตเภท ประเภทหวาดระแวง หูแว่ว ประสาทหลอน ต้องฉีดยาและกินยารักษาตัวไปตลอดชีวิต โดยจำเลยจะใช้ชีวิตได้ตามปกติได้ รู้รับผิดชอบการกระทำของตัวเองได้บ้าง โดยช่วงก่อนเกิดเหตุจำเลยไม่ได้กินยา และหนีออกจากบ้านพร้อมขโมยบัญชีเงินสดมาด้วย เห็นว่าแม้ทางการแพทย์จะลงความเห็นดังกล่าว แต่พฤติกรรมของจำเลยที่แทงนักเรียนลูกครึ่งไทยอินเดีย และลูกครึ่งไทยจีน มีการเฝ้าดูนักเรียนผู้เสียหายที่ 1 มาก่อน มีการดักรอ ซื้อมีดหลายเล่มไว้ก่อเหตุแทง ทั้งยังมีการเปลี่ยนเสื้อผ้า ทรงผม
หลังก่อเหตุ ตลอดจนให้การกับพนักงานสอบสวนถึงเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนถึงขั้นตอนที่แพทย์ทำการรักษา เป็นการลำดับเหตุการณ์อย่างปกติ ที่จำเลยอ้างว่าขณะเกิดเหตุมีปัญหาการป่วยทางจิต ไม่สามารถบังคับตัวเองได้ จึงเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีหลักฐานอื่นมาสนับสนุน พิพากษาว่าจำเลยกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 80 และ 65 วรรค 2 ให้จำคุก 4 กระทง กระทงละ 2 ปี คำรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลย 4 ปี เมื่อพ้นโทษจำคุกแล้วให้ส่งตัวจำเลยไปรักษาที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์หรือโรงพยาบาลนิติจิตเวชจนกว่าจะอยู่ร่วมในสังคมได้โดยไม่เป็นอันตราย โดยให้แพทย์ผู้รักษารายงานผลต่อศาลทุก 6 เดือน ทั้งนี้ ตามมาตรา 48 บัญญัติว่า หากศาลเห็นว่าการปล่อยตัวผู้มีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั?นเฟือน ไม่ต้องรับโทษหรือได้รับการลดโทษจะเป็นการไม่ปลอดภัยแก่ประชาชน ศาลจะสั่งให้ส่งตัวไปควบคุมไว้ในสถานพยาบาลก็ได้
ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษา ศาลได้แจ้งสิทธิให้ น.ส.จิตรลดาฟังว่า สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาได้ภายใน 30 วัน ผู้สื่อข่าวสอบถาม น.ส.จิตรลดา ที่ดูมีอาการดีขึ้นว่า มีใครมาร่วมฟังคำพิพากษาหรือไม่ น.ส.จิตรลดา กล่าวว่า พ่อและแม่ไม่ทราบว่าศาลนัดฟังคำพิพากษาจึงไม่มีใครมา ต่อข้อถามว่าชีวิตในเรือนจำเป็นอย่างไรและได้รับมอบหมายให้ทำอะไรบ้าง น.ส.จิตรลดา กล่าวว่า ไม่ได้ทำอะไร เพราะทำไม่เป็น และหากได้รับโทษครบแล้ว ยังไม่รู้ว่าออกมาจะทำอะไรเช่นกัน จากนั้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำตัว น.ส.จิตรลดาไปควบคุมที่ทัณฑสถานหญิงกลาง
นายชุมเจตน์ อารีฟ บิดา ด.ญ.ชมณรรฐ ที่ถูกทำร้ายกล่าวว่า รู้สึกพอใจกับคำพิพากษาในวันนี้ ส่วนบาดแผลตามร่างกายของลูกสาวนั้นหายเป็นปกติ แต่สภาพจิตใจยังคงมีความหวาดระแวง เรื่องการฟ้องคดีแพ่งเรียกค่า เสียหายนั้นคงต้องหารือกับทางทนายความก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไร
ขณะที่นายสมมิตร หล่อกิติยะกุล นายกสมาคมครูและผู้ปกครองโรงเรียนเซนต์โยเซฟ ที่ร่วมฟังคำพิพากษาด้วย กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุดังกล่าวทางโรงเรียนได้เพิ่มมาตรการในการตรวจตราบุคคลภายนอกที่เดินทางมารับบุตรหลานมากขึ้น ส่วนคำพิพากษาของศาลนั้นเห็นว่ามีความยุติธรรมมากที่สุด
ที่มา : ไทยรัฐ วันที่ 20 พ.ย. 2549
2. คุณรุ้งชนะคดี ศาลตัดสินแล้ว
ศาลมีคำพิพากษาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จ่ายเงินให้กับครอบครัว ร.ต.อ.สังกัด สศก. เป็นเงินกว่า 1.6 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ภายใน 30 วัน หลังจากที่ ร.ต.อ.เข้าผ่าตัดฝีคัณฑสูตรที่ รพ.ตำรวจ และแพ้ยาเสียชีวิต ในขณะที่ภรรยา ร.ต.อ.วอน สตช.อย่าอุทธรณ์
วันนี้ (14 ต.ค.) ที่ห้องพิจารณา 604 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง ศาลมีคำพิพากษาในคดีที่นางวิลาวัลย์ และ ด.ญ.มนพร ทีระฆัง ภรรยาและบุตรของ ร.ต.อ.เลอพงษ์ อดีตรองสารวัตรสืบสวน กองบังคับตำรวจสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ (สศก.) ที่เสียชีวิตจากการแพ้ยา ร่วมกันเป็นโจทก์ที่ 1-2 ยื่นฟ้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ( สตช.) เป็นจำเลย ซึ่งกำกับดูแลโรงพยาบาลตำรวจ ในความผิดเรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหายจำนวน 14,774,800 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
ตามฟ้องโจทก์ระบุว่า ระหว่างวันที่ 7- 12 สิงหคม 45 ผู้ตายเข้ารักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ ด้วยโรคฝีที่ทวารหนัก โดยจำเลยเป็นผู้จัดหาและรับผิดชอบดูแลแพทย์พยาบาล ซึ่งวันที่ 8 สิงหาคม พ.ต.อ.นพ.ณรงค์ชัย เจียรสกุล นายแพทย์งานศัลยกรรม เป็นผู้ผ่าตัดฝี ต่อมาผู้ตายมีอาการไข้ขึ้นสูง มีผื่นแดงทั่วทั้งตัว เมื่อโจทก์ที่ 1 ขอให้เรียกแพทย์มารักษากลับไม่มีแพทย์มาตรวจดูอาการ กระทั่งวันที่ 9 สิงหาคม
แพทย์เวรเข้ามาดูอาการ และวันที่ 10 -11 สิงหาคม พ.ต.อ.นพ. ณรงค์ชัย แพทย์เจ้าของไข้ จึงบอกว่าผู้ตายมีอาการแพ้ยา ซึ่งแพทย์เวรนำผู้ตายเข้ารักษาตัวฟอกไตในห้องไอซียู กระทั่งเสียชีวิตลงด้วยสาเหตุตับและไตวาย และระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ซึ่งโจทก์ทั้งสองยืนยันว่าการเสียชีวิตเกิดตากความประมาทเลินเล่อในการตรวจรักษาของแพทย์เจ้าของไข้ แพทย์เวร รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของจำเลย
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ –จำเลย แล้วคดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำการโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ คดีนี้โจทก์มี ร.ต.อ.รุจิรา จงศุภวิศาลกิจ พยาบาลเวร เบิกความว่า เมื่อพบว่าผู้ตายมีไข้ขึ้นสูง พยานแจ้งให้ น.พ.วิฑูรย์ บุญถนอมวงศ์ แพทย์เวร ทราบซึ่งแพทย์สั่งฉีดยาแก้แพ้ให้ ขณะที่ น.พ.วิฑูรย์ พยานจำเลย เบิกความว่า ก่อนสั่งฉีดยา ได้สอบถามพยาบาลเวรว่าผู้ตายมีอาการแพ้ยาหรือไม่ พร้อมให้นักศึกษาแพทย์ตรวจดูอาการและให้รายงานผล
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวศาลเห็นว่า เหตุที่ ร.ต.อ.รุจิรา พยาบาลเวร รายงานอาการผู้ตายให้แพทย์เวรทราบ เพราะคิดว่าน่าจะมีอาการแพ้ยาจึงรายงานเพื่อให้แพทย์มาตรวจดูอาการด้วยตนเอง แต่ที่ น.พ.วิฑูรย์ อ้างว่า ขณะนั้นกำลังผ่าตัดคนไข้รายอื่นจึงสั่งฉีดยาแก้แพ้นั้น ศาลเห็นว่าคำเบิกความของ น.พ.วิฑูรย์ เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีใบบันทึกรายงานการผ่าตัดที่ระบุช่วงเวลา มาเป็นหลักฐานแสดงในชั้นพิจารณา อีกทั้งยังพบว่ายาแก้แพ้ที่แพทย์เวรสั่งฉีดนั้นเป็นยาแก้แพ้ทั่วไป ซึ่งหลังจากผู้ตายมีอาการผิดปกติแต่แพทย์เจ้าของไข้และแพทย์เวรไม่ได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอตามวิสัยของแพทย์ที่จะรักษาคนไข้ จึงเห็นว่าการกระทำของแพทย์ของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์จริง
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อมา คือจำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับโจทก์ทั้งสองเป็นจำนวนเท่าใด ศาลเห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ที่ 1 เรียกค่าเสียหายเงินบำเหน็จของผู้ตายจำนวน 7,260,670 บาท เป็นเพียงความคาดหวังของโจทก์ทั้งสองเอง ว่าหากยังมีชีวิตอยู่ผู้ตายจะได้รับราชการจนถึงเกษียณอายุ ซึ่งกรณีถือว่าเป็นความไม่แน่นอน สำหรับค่าการศึกษาที่โจทก์ที่ 2 ร้องขอจำนวน 5.8 ล้านบาท เห็นว่า ก่อนเสียชีวิตโจทก์ที่ 2 ก็ได้การเลี้ยงดูจากผู้ตายที่ให้ได้รับการศึกษาแล้ว ดังนั้นศาลจึงไม่เห็นควรกำหนดค่าเสียหายดังกล่าว พิพากษาให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทน ค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ทั้งสอง เป็นเงินจำนวน 1,662,130 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค.45 ที่ผู้ตายเสียชีวิต และให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองจำนวน 10,000 บาทด้วย
ภายหลังนางวิลาวัลย์ กล่าวพร้อมน้ำตาว่า รู้สึกดีใจที่ศาลพิพากษาให้ชนะคดี ซึ่งไม่ติดใจที่จะยื่นอุทธรณ์อีกโดยหวังว่า สตช.
จะให้ความเห็นใจไม่ยื่นอุทธรณ์เช่นกัน สำหรับเงินจำนวน 1.6 ล้านเศษนั้น ส่วนหนึ่งจะนำไปเป็นทุนการศึกษาของบุตรสาววัย 8 ขวบ
พร้อมทั้งจะนำไปใช้หนี้สินที่กู้ยืมมาเพื่อต่อสู้คดี อีกส่วนหนึ่งก็จะนำไปช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของแพทย์และโรงพยาบาลอื่นต่อไป
ข่าววันที่ 14 ตุลา 48
3. คดีแชร์ชม้อย
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
คดีแชร์ชม้อย หรือคดี นางชม้อย ทิพย์โส คดีนี้กล่าวหา นางชม้อย ทิพย์โส หรือประเสริฐศรี หรือที่ประชาชนเรียกติดปากว่า แม่ชม้อย กับพวกรวม 10 คน ผู้ต้องหา ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และ ฝ่าฝืนพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
คดีดังกล่าวเป็นคดีความผิดพลาดทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับการฉ้อโกงจากการระดมเงินจากประชาชนที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี 2520-2528 โดยการระดมเงินจากประชาชนในรูปการเล่นแชร์น้ำมัน ซึ่งนางชม้อย ทิพย์โส ได้คิดค้นขึ้น มีผู้เสียหายจำนวน 13,248 คน รวมให้กู้ยืมเงินไปทั้งสิ้น 23,519 ครั้ง ทำสัญญากู้ยืมทั้งสิ้น 23,519 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,043,997,795 บาท และผู้เสียหายที่ให้กู้ยืมเงินภายหลังพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินฯ ประกาศใช้บังคับ (ตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2527 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2528) เป็นผู้เสียหายจำนวน 2,983 คน รวมให้กู้ยืมเงินไปทั้งสิ้น 3,641 ครั้ง ทำสัญญากู้ยืมทั้งสิ้น 3,641 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 510,584,645 บาท
พื้นเพนางชม้อย ทิพย์โส
นางชม้อย ทิพย์โส เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2483 ที่อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี บิดาชื่อ นายหลง มารดาชื่อ นางบัว ประเสริฐศรี สำเร็จการศึกษาชั้นเตรียมอุดมศึกษา แผนกวิทยา-ศาสตร์ จากโรงเรียนราชินีบน ได้ทำการสมรสกับ น.ท.พจน์ ทิพย์โส มีบุตรด้วยกัน 2 คน เริ่มต้นทำงานที่องค์การเชื้อเพลิงในตำแหน่งเสมียนธุรการ เมื่อ พ.ศ. 2504 ครั้งหลังสุดดำรงตำแหน่งประจำแผนกฝ่ายบริการทั่วไปและช่วยงานกองกลางฝ่ายบริหารทั่วไป
ประวัติ
นางชม้อยฯ ได้รับการชักชวนจากนายประสิทธิ์ จิตต์ที่พึ่ง เพื่อนร่วมงานที่องค์การน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งได้ทำการค้าน้ำมันอยู่ก่อนแล้ว ให้เข้าร่วมลงทุนค้าน้ำมันด้วย เมื่อทำได้ระยะหนึ่ง นางชม้อยฯ เห็นว่าได้ผลประโยชน์ตอบแทนที่สูงจริง จึงได้ชักชวนบุคคลอื่น ๆ ให้เข้ามาร่วมลงทุนด้วยและจากการบอกต่อๆ กันทำให้มีผู้สนใจร่วมลงทุนค้าน้ำมันกับนางชม้อยฯ ด้วยเป็นจำนวนมาก
พฤติการณ์
นางชม้อย ทิพย์โส ได้คิดค้นวิธีการหลอกลวงประชาชนขึ้นโดยอ้างว่า ดำเนินกิจการค้าน้ำมันทั้งในและนอกประเทศ โดยจัดตั้งบริษัทค้าน้ำมันชื่อ บริษัท ปิโตเลียม แอนด์ มารีน เซอร์วิส จำกัด ทำการค้าน้ำมันทุกชนิด มีเรือเดินทะเลสำหรับขนส่งน้ำมันทั้งในและนอกประเทศ ได้ชักชวนประชาชนให้มาเล่นแชร์น้ำมัน โดยวิธีการรับกู้ยืมเงินจากประชาชนและให้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงเป็นรายเดือน โดยกำหนดวิธีการรับกู้ยืมเงินเป็นคันรถบรรทุกน้ำมันคันรถละ 160,500 บาท ให้ผลตอบแทนเดือนละ 12,000 บาท หรือร้อยละ 6.5 ต่อเดือน หรือร้อยละ 78 ต่อปี และในเดือนธันวาคมของทุกปีจะหักเงินไว้ร้อยละ 4 ของผลประโยชน์ที่ได้รับในรอบปี เพื่อเก็บภาษีการค้าและหักค่าเด็กปั้มไว้อีกเดือนละ 100 บาท ตามจำนวนเดือนที่นำเงินมาให้กู้ยืมโดยจะออกหลักฐานไว้ให้เป็นสัญญากู้ยืมเงินตามแบบที่มีขายอยู่ทั่วไปในท้องตลาด หรือบางรายจะออกหลักฐานให้เป็นเช็ค โดยผู้ให้กู้ยืมสามารถเรียกคืนเงินต้นเมื่อใดก็ได้และจะกลับมาให้กู้ยืมอีกก็ได้ในเงื่อนไขเดิม
นางชม้อย ทิพย์โสได้จ่ายผลประโยชน์หรือดอกเบี้ยให้ผู้ให้กู้ตรงตามเวลาที่ นัดหมายทุกเดือน นอกจากนั้นในรายที่จะถอนเงินต้น ก็สามารถถอนได้ทุกราย อีกทั้งนางชม้อยยังทำงานอยู่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยอีกด้วย ทำให้หลงเชื่อนำเงินไปให้ผู้ต้องการกู้ยืมโดยมีผู้ถูกหลอกลวงกว่าหมื่นรายและวงเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 10,000,000,000 บาท ในช่วงแรกผู้ให้กู้ยืมอยู่ในหมู่ผู้ที่มีฐานะการเงินดี แต่ต่อมาได้แพร่หลายออกไปรวมทั้งประชาชนในต่างจังหวัดก็นิยมและได้แพร่หลายลงไปถึงประชาชนผู้มีฐานะการเงินไม่ดีก็สามารถเล่นได้ โดยแบ่งเล่นเป็นล้อคือ หนึ่งในสี่ของจำนวนเงินต่อคันรถน้ำมัน
มีประชาชนและผู้เสีย-หายในคดีนี้จำนวน 13,248 คน หลงเชื่อ ซึ่งต่างคนต่างให้กู้ยืมเงินไป 23,519 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,043,997,795 บาท และได้ทำหนังสือสัญญากู้ไว้จำนวน 23,519 ฉบับ เพื่อเป็นหลักฐาน
ในการกู้ยืมเงิน เป็นการให้กู้ยืมโดยตรงและการกู้ยืมเงินโดยผ่านคนกลาง หลักฐานการกู้ยืมเงินจะมีสัญญากู้เงินซึ่งมีลายมือชื่อนางชม้อยฯ เป็นผู้กู้ยืม ผลประโยชน์ตอบแทนที่ผู้ให้กู้ยืมการรับผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ให้กู้ยืมมีทั้งรับจากนางชม้อยฯ โดยตรงหรือรับจากคนกลางเหล่านั้น การรับผลประโยชน์ตอบแทนผู้ให้กู้ยืมได้รับเป็นเงินสดหรือเป็นเช็ค ซึ่งนางชม้อยได้เปิดบัญชีไว้กับธนาคารในนามของตนเองก็มี บางบัญชีเปิดในนามของบุคคลอื่นเพื่อสั่งจ่ายเช็คเป็นผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้ให้กู้ยืม และนำเช็คของผู้ให้กู้ยืมเข้าบัญชีที่ได้เปิดไว้ สำหรับเงินที่กู้ยืมมานั้น นางชม้อยฯ อ้างว่า ได้นำไป ใช้สนับสนุนในด้านการเงินของบริษัทปิโตรเลี่ยมแอนมารีนเซอร์วิสเซส จำกัด และบริษัทอุดมข้าวหอมไทย จำกัด ซึ่งบริษัททั้ง 2 ได้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ และนางชม้อยฯ ได้นำผลประโยชน์ตอบแทนเหล่านั้นไปจัดสรรให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงินตามสัดส่วนของเงินที่ให้กู้ยืมแต่ละราย
จากการตรวจสอบของกรมสรรพากร พบว่านางชม้อยฯ มีบัญชีเงินฝาก 2 ประเภท คือประเภทออมทรัพย์และกระแสรายวัน โดยมีข้อตกลงกับธนาคารว่าให้โอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์เข้ามาบัญชีกระแสรายวันได้เมื่อมีการสั่งจ่ายเช็คเบิกเงินออกไปจากบัญชีกระแสรายวัน และจากการตรวจสอบหลักฐานการฝากถอนเงินในบัญชีเงินฝากของนางชม้อยฯ กับพวกเห็นว่า นางชม้อยฯ กับพวก จ่ายดอกเบี้ยให้ประชาชนเพิ่มขึ้นทุกปี อันเนื่องมาจากมีผู้ร่วมลงทุนเพิ่มมากขึ้นซึ่งแท้จริงแล้วนางชม้อยฯ กับพวกไม่ได้ทำการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงและไม่ได้ประกอบกิจการค้าอื่นใดที่จะได้ผลตอบแทนเพียงพอที่จะนำมาจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ผู้ให้กู้ได้สูงถึงร้อยละ 6.5 ต่อเดือน แต่นางชม้อยฯ กับพวกได้นำเงินที่กู้ยืมจากประชาชนและผู้เสียหายไปใช้ประโยชน์ส่วนตน โดยนำไปซื้อทรัพย์สินมีค่าจำนวนมากและได้ปกปิดอำพรางซุกซ่อนไว้ และในที่สุดได้ร่วมกันเอาเงินและทรัพย์สินดังกล่าวหลบหนีไป
วิธีการในการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ประชาชน ในอัตราร้อยละ 6.5 ต่อเดือน ใช้วิธีการจัดคิวเงินโดยการนำเงินไปฝากธนาคารไว้แล้วเอาเงินต้นและดอกเบี้ยมาทยอยหมุนเวียนจ่ายเป็นผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราร้อยละ 6.5 ต่อเดือน ถ้ามีผู้นำเงินมาลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพียงร้อยละ 5-6 เท่านั้น ก็จะสามารถหมุนเวียนจ่ายเป็นดอกเบี้ยได้ตลอดไปแต่ถ้าไม่มีผู้นำเงินมาลงทุนเพิ่มก็จะจ่ายดอกเบี้ยได้ในระยะแรกเท่านั้นในที่สุดเงินต้นที่สะสมไว้จะหมดและไม่สามารถคืนเงินต้นให้ประชาชนได้ในที่สุด
ลำดับเหตุการณ์
การดำเนินกิจการของนางชม้อยได้ดำเนินไป มีประชาชนนิยมไปเล่นแชร์น้ำมัน กับนางชม้อยทั่วประเทศ จำนวนหลายหมื่นคน และวงเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 10,000,000,000 บาท รัฐบาลในขณะนั้นได้ติดตามสืบสวนการกระทำของนางชม้อย ทิพย์โส ก็ไม่ปรากฏว่าได้มีการนำเงินไปลงทุนค้าน้ำมันแต่อย่างใด แต่พบว่าเงินที่ได้จากลูกแชร์นั้น จะไปปรากฏในบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ของนางชม้อย ทิพย์โส จากนั้น เมื่อถึงกำหนดการจ่ายผลประโยชน์ในตอนสิ้นเดือน ก็จะมีการโอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์ ไปยังบัญชีกระแสรายวันเพื่อที่จะจ่ายเช็คผลประโยชน์ให้กับลูกแชร์ แสดงให้เห็นว่านางชม้อยได้ใช้วิธีนี้ในการนำเงินที่ได้จากลูกแชร์รายหลังๆ มาจ่ายผลประโยชน์หรือดอกเบี้ยให้แก่ลูกแชร์รายก่อนๆ ซึ่งจะสามารถทำต่อไปได้เรื่อยๆ ตราบเท่าที่มีลูกแชร์เอาเงินมาให้นางชม้อยกู้ยืมเงิน
รัฐบาลเห็นว่า บทบัญญัติความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญาอาจไม่สามารถเอาผิดกับนางชม้อยได้ โดยนางชม้อยอ้างว่าการระดมเงินหรือแชร์น้ำมันของนางชม้อยเพื่อไปค้าน้ำมัน และออกสัญญากู้ยืมให้ สัญญาดังกล่าวได้ตกลงจะจ่ายดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ให้แก่ผู้ให้กู้ยืมในอัตรา ร้อยละ 6.5 ต่อเดือน และเมื่อไม่มีการผิดสัญญากับใครก็ไม่สามารถเอาผิดกับนางชม้อยได้ หรือหากมีการผิดสัญญาก็อาจต้องรับผิดทางแพ่งเท่านั้น รัฐบาลเห็นว่าการระดมเงินดังกล่าว เป็นภัยร้ายแรงต่อประชาชนที่จะต้องสูญเสียเงินจากการถูกหลอกลวง และเป็นภัยต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ จึงได้ตราพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้ประกาศและมีผลใช้บังคับวันที่ 13 พฤศจิกายน 2527
ซึงนางชม้อยยังบังอาจฝ่าฝืนกฎหมายโดยยังรับกู้ยืมเงินจากประชาชนตามปกติ โดยอ้างกับประชาชนและผู้เสียหายว่าการประกอบธุรกิจดังกล่าวไม่ผิดกฎหมายและมีผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนอยู่ ทำให้ประชาชนและผู้เสียหายหลงเชื่อร่วมลงทุนค้าน้ำมันต่อไป และประชาชนนำเงินมาให้นางชม้อยกู้ยืมมากขึ้นเป็นลำดับ จนนางชม้อยแต่ผู้เดียวไม่สามารถดำเนินการเองได้ จึงได้ให้พวกอีก 9 คน ช่วยเหลือ โดยการเปิดบัญชีในนาม พวกทั้ง 9 คน ไว้ตามธนาคารต่างๆ เพื่อดำเนินการธุรกิจดังกล่าว โดยการทำสัญญาภายหลังที่พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินฯ มีผลใช้บังคับนั้นจะทำสัญญากู้ยืมโดยลง พ.ศ. ในสัญญากู้ยืมย้อนหลังไปหนึ่งปีเพื่อให้เห็นว่าสัญญากู้ยืมได้ทำขึ้นก่อนที่พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินฯ จะมีผลใช้บังคับ
ต่อมานางชม้อยกับพวกเริ่มมีการปฏิเสธการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2528 ถึงเดือนมีนาคม 2528 ซึ่งผู้เสียหายได้ขอถอนเงินคืน ซึ่งตามสัญญาระบุว่าจะถอนเงินคืนเวลาใดก็ได้โดยไม่ต้องบอกล่วงหน้านั้น แต่ได้รับแจ้งจากนางชม้อยว่าของดการจ่ายเงินคืนชั่วคราว และนางชม้อยได้หลบหนีกลับไปที่จังหวัดสิงห์บุรี จนเดือนมิถุนายน 2528 นางชม้อยได้ปรากฏตัวอีกครั้งที่โรงยิมเนเซี่ยมทหารอากาศในกองทัพอากาศดอนเมืองและได้ชี้แจงให้ประชาชนและผู้เสียหายทราบว่าหยุดดำเนินการค้าน้ำมันแล้วและไม่ได้ลงทุนอะไร เงินผลประโยชน์นั้นจะไม่จ่ายให้แต่จะคืนเงินต้นบางส่วนให้กับผู้เสียหาย ซึ่งในที่สุดนางชม้อยฯ กับพวกก็ไม่ได้คืนเงินต้นตามที่บอก
ผู้เสียหายจึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2528 ภายหลังเจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามสามารถจับนางชม้อยฯ ได้ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2528 และจับพวกของนางชม้อยฯ อีก 7 คน ต่อมาผู้บังคับการกองปราบปรามได้มีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานสอบสวนขึ้นประมาณ 100 คน เพื่อทำการสอบสวนผู้เสียหายจำนวน 16,231 คน ซึ่งได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้
การทำสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนนั้นได้แยกทำเป็น 2 บัญชี กล่าวคือ ผู้เสียหายที่ให้กู้ยืมเงินก่อนพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินฯ ประกาศใช้บังคับ (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2520 ถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2527) เป็นผู้เสียหายจำนวน 13,248 คน รวมให้กู้ยืมเงินไปทั้งสิ้น 23,519 ครั้ง ทำสัญญากู้ยืมทั้งสิ้น 23,519 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,043,997,795 บาท และผู้เสียหายที่ให้กู้ยืมเงินภายหลังการประกาศใช้พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินฯ (ตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2527 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2528) มีผู้เสียหายจำนวน 2,983 คน รวมให้กู้ยืมเงินไปทั้งสิ้น 3,641 ครั้ง ทำสัญญากู้ยืมทั้งสิ้น 3,641 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 510,584,645 บาท
ผลการพิจารณาคดีของศาลอาญา
คดีนางชม้อย ทิพย์โส ได้ใช้เวลาสืบพยานในศาลเป็นเวลาประมาณ 4 ปี จนศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อ 27 กรกฎาคม 2532 ศาลอาญาจึงได้พิพากษาว่า จำเลยทั้งแปดมีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก 83 รวม 23,519 กระทง ฐานฉ้อโกงประชาชนตามพระราชกำหนด การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4,5,12 รวม 3,641 กระทง เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป โดยจำคุกจำเลยทั้งแปด ฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก กระทงละ 5 ปี รวม 23,519 กระทง จำคุกคนละ 117,595 ปี ฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ตามพระราชกำหนดการกูยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4,5,12 กระทงละ 10 ปี รวม 3,641 กระทง จำคุกคนละ 36,410 ปี รวมจำคุกคนละ 154,005 ปี
แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้ว คงจำคุกทั้งสิ้นคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ที่แก้ไขแล้ว และให้จำเลยทั้งแปดคนร่วมกันคืนเงินที่ฉ้อโกงประชาชน รวมจำนวน 4,043,997,795 บาท แก่ผู้เสียหายแต่ละคนตามบัญชีท้ายฟ้องหมายเลย 1 และ ร่วมกันคืนเงินกู้ยืมที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน รวมจำนวน 510,584,645 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่ผู้เสียหายแต่ละคนตามบัญชีท้ายฟ้องหมายเลข 2 นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนเงินเสร็จคดี ดังกล่าวได้ถึงที่สุดโดยไม่มีการอุทธรณ์ ซึ่งเมื่อมีคำพิพากษาแล้วทรัพย์สินของนางชม้อยฯ กับพวกได้ถูกเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้เสียหายในคดี
แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงคงจำคุกทั้งสิ้นคนละ 20 ปี เพราะประมวลกฎหมายอาญาให้จำคุกไม่เกิน 20 ปี และให้นางชม้อย กับพวกร่วมกันคืนเงินที่ฉ้อโกงด้วย นางชม้อย จำคุกอยู่ในเรือนจำเพียง 7 ปี 11 เดือน 5 วัน เพราะได้รับการลดลงโทษ 2 ครั้ง และพ้นโทษเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2536
อัจฉราภรณ์ พรมภาโส
วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554
วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553
สงครามโลกครั้งที่สองในประเทศไทย
สงครามโลกครั้งที่สองในประเทศไทย เรื่องราวเริ่มขึ้นจากสงครามโลกครั้งที่สองในยุโรปที่เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2482 เมื่อเยอรมันโดย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้ยาตราทัพบุกโปแลนด์และอีกหลายประเทศในยุโรป และสถานการณ์ทางเอเชีย ญี่ปุ่นเริ่มใช้นโยบายชาตินิยมและก่อสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้นที่จีนและเกาหลี
สถานการณ์ในประเทศไทยเริ่มขึ้นในวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 เมื่อคณะนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง รวมทั้งประชาชนร่วมกันเดินขบวนเรียกร้องรัฐบาลเรียกเอาดินแดนคืนจากฝรั่งเศสจากเหตุการณ์ ร.ศ. 112 เช่น เสียมราฐ พระตะบอง จำปาศักดิ์ เป็นต้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้น ได้ส่งทหารข้ามพรมแดนเข้าไปยึดดินแดนคืนทันที ท่ามกลางกระแสชาตินิยมอย่างหนัก เพลงปลุกใจในเวลานั้นได้ถูกเปิดอย่างต่อเนื่อง เช่น เพลงข้ามโขง เพลงจำปาศักดิ์ เพลงเสียมราฐ เป็นต้น
เกิดการยิงต่อสู้กันอย่างหนักระหว่างทหารไทยกับทหารฝรั่งเศส ในบางช่วงทหารไทยสามารถจับทหารโมร็อกโกทหารประเทศอาณานิคมของฝรั่งเศสมาได้ และได้นำเชลยศึกเหล่านั้นมาแสดงให้ประชาชนทั่วไปได้ดูที่สวนสัตว์เขาดินวนา โดยการต่อสู้ที่เป็นที่กล่าวขานมากที่สุดคือ ยุทธนาวีที่เกาะช้าง จ.ตราด เมื่อเรือหลวงธนบุรีของกองทัพเรือไทยได้เข้าต่อสู้กับเรือรบลามอตต์ปิเกต์ของฝรั่งเศส เรือหลวงธนบุรีเสียเปรียบเรือรบลามอตต์ปิเกต์ทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีหรือกำลังพล ที่สุดเรือหลวงธนบุรีโดยการบังคับบัญชาของ นาวาโทหลวงพร้อมวีระพันธ์ก็ได้ถูกยิงจมลง นายทหารบนเรือเสียชีวิตรวม 36 นาย รวมทั้งตัวหลวงพร้อมวีระพันธ์เองด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถสร้างความเสียหายให้แก่เรือรบลามอตต์ปิเกต์ จนฝ่ายฝรั่งเศสไม่กล้าส่งเรือรบมาลาดตระเวนในน่านน้ำอ่าวไทยอีกเลย เหตุการณ์นี้ได้ถูกเรียกในเวลาต่อมาว่า ยุทธนาวีเกาะช้าง
ในส่วนของกองทัพอากาศไทย เครื่องบินรบของฝ่ายไทยและฝรั่งเศสได้ปะทะกันในสมรภูมิภาคตะวันออก การต่อสู้ที่ได้รับการกล่าวขานอย่างที่สุด คือ ในวันที่ 10 ธันวาคม เรืออากาศโทศานิต นวลมณี ได้นำเครื่องขับไล่แบบคอร์แซร์ เข้าต่อสู้กับเครื่องบินของฝรั่งเศส ต่างฝ่ายยิงเครื่องของฝ่ายตรงข้ามตกหลายลำ แต่เครื่องของเรืออากาศโทศานิต นวลมณีได้เข้าสู่ฐานทัพที่ดอนเมืองได้สำเร็จ แต่ทั้งตัวเครื่องได้ถูกยิงเป็นรูพรุนไปทั้งลำ ส่วนเรืออากาศโทศานิตได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
การต่อสู้ยังคงดำเนินไปถึงกลางปี พ.ศ. 2484 ไม่มีทีท่าว่าจะสงบ ทางญี่ปุ่นแสดงเจตจำนงเข้ามาไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง เหตุการณ์ได้จบลงโดยที่ฝรั่งเศสได้มอบดินแดนบางส่วนคืนให้แก่ไทย ฝ่ายไทยจึงจัดการปกครองเป็น 4 จังหวัด คือ จังหวัดพิบูลสงคราม จังหวัดพระตะบอง จังหวัดนครจัมปาศักดิ์ และจังหวัดลานช้าง
เหตุการณ์การสู้รบในครั้งนี้ได้ถูกเรียกว่า กรณีพิพาทอินโดจีน หรือ สงครามอินโดจีน และต่อมาได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิขึ้นเป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย
สถานการณ์ในประเทศไทยเริ่มขึ้นในวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 เมื่อคณะนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง รวมทั้งประชาชนร่วมกันเดินขบวนเรียกร้องรัฐบาลเรียกเอาดินแดนคืนจากฝรั่งเศสจากเหตุการณ์ ร.ศ. 112 เช่น เสียมราฐ พระตะบอง จำปาศักดิ์ เป็นต้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้น ได้ส่งทหารข้ามพรมแดนเข้าไปยึดดินแดนคืนทันที ท่ามกลางกระแสชาตินิยมอย่างหนัก เพลงปลุกใจในเวลานั้นได้ถูกเปิดอย่างต่อเนื่อง เช่น เพลงข้ามโขง เพลงจำปาศักดิ์ เพลงเสียมราฐ เป็นต้น
เกิดการยิงต่อสู้กันอย่างหนักระหว่างทหารไทยกับทหารฝรั่งเศส ในบางช่วงทหารไทยสามารถจับทหารโมร็อกโกทหารประเทศอาณานิคมของฝรั่งเศสมาได้ และได้นำเชลยศึกเหล่านั้นมาแสดงให้ประชาชนทั่วไปได้ดูที่สวนสัตว์เขาดินวนา โดยการต่อสู้ที่เป็นที่กล่าวขานมากที่สุดคือ ยุทธนาวีที่เกาะช้าง จ.ตราด เมื่อเรือหลวงธนบุรีของกองทัพเรือไทยได้เข้าต่อสู้กับเรือรบลามอตต์ปิเกต์ของฝรั่งเศส เรือหลวงธนบุรีเสียเปรียบเรือรบลามอตต์ปิเกต์ทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีหรือกำลังพล ที่สุดเรือหลวงธนบุรีโดยการบังคับบัญชาของ นาวาโทหลวงพร้อมวีระพันธ์ก็ได้ถูกยิงจมลง นายทหารบนเรือเสียชีวิตรวม 36 นาย รวมทั้งตัวหลวงพร้อมวีระพันธ์เองด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถสร้างความเสียหายให้แก่เรือรบลามอตต์ปิเกต์ จนฝ่ายฝรั่งเศสไม่กล้าส่งเรือรบมาลาดตระเวนในน่านน้ำอ่าวไทยอีกเลย เหตุการณ์นี้ได้ถูกเรียกในเวลาต่อมาว่า ยุทธนาวีเกาะช้าง
ในส่วนของกองทัพอากาศไทย เครื่องบินรบของฝ่ายไทยและฝรั่งเศสได้ปะทะกันในสมรภูมิภาคตะวันออก การต่อสู้ที่ได้รับการกล่าวขานอย่างที่สุด คือ ในวันที่ 10 ธันวาคม เรืออากาศโทศานิต นวลมณี ได้นำเครื่องขับไล่แบบคอร์แซร์ เข้าต่อสู้กับเครื่องบินของฝรั่งเศส ต่างฝ่ายยิงเครื่องของฝ่ายตรงข้ามตกหลายลำ แต่เครื่องของเรืออากาศโทศานิต นวลมณีได้เข้าสู่ฐานทัพที่ดอนเมืองได้สำเร็จ แต่ทั้งตัวเครื่องได้ถูกยิงเป็นรูพรุนไปทั้งลำ ส่วนเรืออากาศโทศานิตได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
การต่อสู้ยังคงดำเนินไปถึงกลางปี พ.ศ. 2484 ไม่มีทีท่าว่าจะสงบ ทางญี่ปุ่นแสดงเจตจำนงเข้ามาไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง เหตุการณ์ได้จบลงโดยที่ฝรั่งเศสได้มอบดินแดนบางส่วนคืนให้แก่ไทย ฝ่ายไทยจึงจัดการปกครองเป็น 4 จังหวัด คือ จังหวัดพิบูลสงคราม จังหวัดพระตะบอง จังหวัดนครจัมปาศักดิ์ และจังหวัดลานช้าง
เหตุการณ์การสู้รบในครั้งนี้ได้ถูกเรียกว่า กรณีพิพาทอินโดจีน หรือ สงครามอินโดจีน และต่อมาได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิขึ้นเป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย
วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553
พระธาตุนาดูน
พระธาตุนาดูน
Phathat Nadoon
สถานที่สำคัญ ของจังหวัดมหาสารคามอีกหนึ่งแห่งที่ตั้งอยู่ที่ อำเภอนาดูน ซึ่งพระธาตินาดูนมีความเป็นมาที่ยาวนานและเป็นที่เคารพสักการะ ของชาวจังหวัดมหาสารคามและจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งผ่านที่เดินทางผ่านไปมาได้แวะมาสักการะสร้างขึ้นเพื่อบรรจุบพระบรมสารีริกธาตุที่ได้จากเจดีย์ขนาดเล็กองค์หนึ่ง ซึ่งค้นพบห่างจากองค์พระธาตุแห่งนี้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร ลักษณุของพระธาตุเป็นเจดีย์ทรงระฆัง ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมซ้อนกัน 3 ชั้น ตกแต่งด้วยประติมากรรมนูนต่ำ ประดับเจดีย์จำลองขนาดเล็ก 4 มุม สันนิษฐานว่ามีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 สมัยทวารดี
ภายในบริเวณยังมีพิพิธภัณฑ์ทางศาสนาและวัฒนธรรม สวนรุกชาติ สวนสมุนไพร ซึ่งตกแต่งให้เป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาอีกด้วย
พระธาตุนาดูนเป็นโบราณวัตถุที่มีอายุมากว่า 1,300 ปี ขุดพบเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2522บนที่นาของนายทองดี ปะวะภูตา ราษฏรบ้านนาดูน ต.นาดูน อ.นาดูนจังหวัดมหาสารคาม การค้นขุดค้นพบตอนแรก ขุดได้โดยคนหลายกลุ่มคนแต่เมื่อเจ้าหน้าที่หน่วยศิลปากรที่ 7 ขอนแก่น ได้ติดตามวัตถุในส่วนที่เกี่ยวข้องกันจากส่วนหนึ่งที่ขุดได้ ก็สามารถนำมารวมกัน ปรากฏว่า ต่อเข้ากันได้รูปทรงเหมาะสมกันดีมาก มีการพิสูจน์อีกครั้งว่าสถูปนี้ใช้สำหรับบรรจุสิ่งใด ผลการตรวจพิสูจน์รายละเอียดวัตถุโบราณชิ้นนี้แล้ว ลงความเห็นว่าเป็นสถูปที่ใช้บรรจุพระ สารีริกธาตุ ลักษณะสถูปทำด้วยทองสำริด มีส่วนประกอบ 2 ส่วนคือ
1.ส่วนยอด มีลักษณะ เป็นปล้องไฉน จำนวน 2 ปล้อง ส่วนบนสุดเป็นปลียอดกลม
2. ตัวสถูปทำด้วยทองสำริด มีลักษณะคล้ายระฆัง หรือโอคว่ำ ส่วนยอดของ
ตัวสถูป จะรับเข้ากับส่วนล่างสุดของส่วนยอดพอดี
ในการขุดครั้งนั้น ชาวบ้าน รวมทั้งผู้คนทั่วสารทิศ ขุดได้พระพิมพ์ต่าง ๆ ได้หลาย
สิบกระสอบ และในปัจจุบันวัตถุเหล่านั้น บูชากันราคาระดับต้น ๆ ของเมืองไทยกราบพระธาตุนาดูน ณ พุทธมณฑลอีสาน และศึกษาประวัติได้ที่พระธาตุนาดูน อ.นาดูน จ.มหาสารคาม หรือ web site การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
Phathat Nadoon
สถานที่สำคัญ ของจังหวัดมหาสารคามอีกหนึ่งแห่งที่ตั้งอยู่ที่ อำเภอนาดูน ซึ่งพระธาตินาดูนมีความเป็นมาที่ยาวนานและเป็นที่เคารพสักการะ ของชาวจังหวัดมหาสารคามและจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งผ่านที่เดินทางผ่านไปมาได้แวะมาสักการะสร้างขึ้นเพื่อบรรจุบพระบรมสารีริกธาตุที่ได้จากเจดีย์ขนาดเล็กองค์หนึ่ง ซึ่งค้นพบห่างจากองค์พระธาตุแห่งนี้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร ลักษณุของพระธาตุเป็นเจดีย์ทรงระฆัง ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมซ้อนกัน 3 ชั้น ตกแต่งด้วยประติมากรรมนูนต่ำ ประดับเจดีย์จำลองขนาดเล็ก 4 มุม สันนิษฐานว่ามีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 สมัยทวารดี
ภายในบริเวณยังมีพิพิธภัณฑ์ทางศาสนาและวัฒนธรรม สวนรุกชาติ สวนสมุนไพร ซึ่งตกแต่งให้เป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาอีกด้วย
พระธาตุนาดูนเป็นโบราณวัตถุที่มีอายุมากว่า 1,300 ปี ขุดพบเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2522บนที่นาของนายทองดี ปะวะภูตา ราษฏรบ้านนาดูน ต.นาดูน อ.นาดูนจังหวัดมหาสารคาม การค้นขุดค้นพบตอนแรก ขุดได้โดยคนหลายกลุ่มคนแต่เมื่อเจ้าหน้าที่หน่วยศิลปากรที่ 7 ขอนแก่น ได้ติดตามวัตถุในส่วนที่เกี่ยวข้องกันจากส่วนหนึ่งที่ขุดได้ ก็สามารถนำมารวมกัน ปรากฏว่า ต่อเข้ากันได้รูปทรงเหมาะสมกันดีมาก มีการพิสูจน์อีกครั้งว่าสถูปนี้ใช้สำหรับบรรจุสิ่งใด ผลการตรวจพิสูจน์รายละเอียดวัตถุโบราณชิ้นนี้แล้ว ลงความเห็นว่าเป็นสถูปที่ใช้บรรจุพระ สารีริกธาตุ ลักษณะสถูปทำด้วยทองสำริด มีส่วนประกอบ 2 ส่วนคือ
1.ส่วนยอด มีลักษณะ เป็นปล้องไฉน จำนวน 2 ปล้อง ส่วนบนสุดเป็นปลียอดกลม
2. ตัวสถูปทำด้วยทองสำริด มีลักษณะคล้ายระฆัง หรือโอคว่ำ ส่วนยอดของ
ตัวสถูป จะรับเข้ากับส่วนล่างสุดของส่วนยอดพอดี
ในการขุดครั้งนั้น ชาวบ้าน รวมทั้งผู้คนทั่วสารทิศ ขุดได้พระพิมพ์ต่าง ๆ ได้หลาย
สิบกระสอบ และในปัจจุบันวัตถุเหล่านั้น บูชากันราคาระดับต้น ๆ ของเมืองไทยกราบพระธาตุนาดูน ณ พุทธมณฑลอีสาน และศึกษาประวัติได้ที่พระธาตุนาดูน อ.นาดูน จ.มหาสารคาม หรือ web site การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
บทความสอนใจ
บทความสอนใจ
1. คนเรามีความรู้สึกรัก ชอบ โกรธ เศร้า ไม่ต่างกัน
ขึ้นอยู่กับว่าเวลาไหนมันจะแสดงออกมามากน้อยเพียงใดเท่านั้น
" คนที่จะหัวเราะได้เสียงดัง ข้างในคงต้องขำบ้างพอสมควร
คนที่น้ำตาจะไหลได้ ข้างในคงมีเรื่องปวดร้าว....ถ้าไม่นับการร้องไห้ที่มาจากความปิติ "
2.โลกสอนมนุษย์ว่าทุกสิ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง...แต่โลกก็กลับสอนให้มนุษย์ผูกพัน
3. คนที่ตลกหัวเราะสดใส ก็คือคนเดียวกับคนที่สามารถร้องไห้ฟูมฟายได้
เพียงแต่คุณจะได้เห็นหรือเปล่าเท่านั้น อาจจะเคยได้ยินว่า "
คนที่หัวเราะได้ดังที่สุด ก็คือคนที่สามารถร้องไห้ได้ดังที่สุดเช่นกัน"
4. เด็กๆ จะมองว่าผู้ใหญ่ซีเรียส ในขณะที่ผู้ใหญ่จะบอกว่า เด็กไร้สาระ
เพราะเด็กไม่เคยเป็นผู้ใหญ่มาก่อน วันหนึ่งเค้าคงจะรู้ว่า
ทำไมถึงต้องมีเรื่องซีเรียส
สำหรับผู้ใหญ่ซึ่งได้ผ่านวัยเด็กมาแล้วอาจจะลืมไปว่า ณ วันที่ผ่านมา"
สาระ"ในชีวิตของเค้า คืออะไร
5. ครอบครัวไทยมักจะเลี้ยงลูกผู้หญิงให้เป็นฝ่ายถูกเลือก
คอยสั่งสอนให้ทำตัวเรียบร้อย
ไม่อย่างนั้นจะไม่มีใครเลือกไปเป็นคู่ครอง....
แต่ความจริงแล้วผู้ชายและผู้หญิง เราต่างเลือกซึ่งกันและกันมากกว่า
6. เพื่อนที่ดีที่สุด
คือคนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกันโดยไม่พูดอะไรกันซักคำ
แต่สามารถเดินจากไป ด้วยความรู้สึกเหมือนได้คุยกันอย่างประทับใจที่สุด
7.ใครหลายคนไม่กล้าเข้าไปปลอบโยนให้คำปรึกษากับเพื่อนเพราะคิดว่าเราไม่รู้จะบอก
เค้ายังไง เพราะเราเป็นแค่เพื่อน....แต่ความจริงแล้วคุณเป็นตั้งเพื่อนต่างหาก
8. ผู้ชายที่ร้องไห้ และยอมรับว่าตัวเองร้องไห้เค้าคือสุภาพบุรุษที่สุด
อย่างน้อยการซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง... คือความกล้าหาญสุดยอด
9. ก่อนที่วันนี้ คุณจะทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ๆ
อย่าลืมสำรวจตัวเองก่อนว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา...
คุณทำใครหล่นหายไปจากชีวิตหรือเปล่า
10. เงินไม่ใช่พระเจ้า แต่ทำให้เรามีทางเลือกมากขึ้น
11. มีสติ สตางค์อยู่ ก็ปลีกเวลาไปใช้เสียบ้าง
อีกหน่อยไม่มีสติแต่มีสตางค์...ก็สายไปเสียแล้ว
12. เวลาที่เรารักใคร เราจะรู้สึกตัวเล็กเหลือเกิน...เวลาใครรักเรา
เราจะรู้สึกตัวใหญ่เหลือเกิน...แต่ถ้าเราเจอคนที่เรารักเค้าและเค้าก็รักเรา
เราจะผลัดกันตัวเล็กตัวใหญ่
13. วันที่คุณเข้มแข็งและแข็งแรงพอ
อย่าลืมเป็นผู้ฟังที่ดีให้กับคนที่มีปัญหาด้วย "เอาไหล่ให้เค้าพิง
เอามือให้เค้าจับ".....100 คำพูดดี ดี ไม่เท่ากับ 1
สัมผัสที่มีค่าหรอกนะ
14. คุณรู้ไหมว่า อายุคนเราเฉลี่ย 76 ปีนั่นคือแค่ 3952
อาทิตย์เท่านั้นคุณหมดเวลาไปกับการนอนถึง 1317 อาทิตย์
ซึ่งเท่ากับว่าคุณเหลือเวลาที่ใช้ดำเนินชีวิตแค่ 2635
อาทิตย์เท่านั้นเอง
15. ลองฉลองวันเกิดกับครอบครัวสักปี แล้วคุณจะได้รู้ว่า
เมื่อตอนที่คุณร้องไห้จ้าในวันเกิดวันแรก
คนในครอบครัวคุณมีความสุขกันขนาดไหน.......
1. คนเรามีความรู้สึกรัก ชอบ โกรธ เศร้า ไม่ต่างกัน
ขึ้นอยู่กับว่าเวลาไหนมันจะแสดงออกมามากน้อยเพียงใดเท่านั้น
" คนที่จะหัวเราะได้เสียงดัง ข้างในคงต้องขำบ้างพอสมควร
คนที่น้ำตาจะไหลได้ ข้างในคงมีเรื่องปวดร้าว....ถ้าไม่นับการร้องไห้ที่มาจากความปิติ "
2.โลกสอนมนุษย์ว่าทุกสิ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง...แต่โลกก็กลับสอนให้มนุษย์ผูกพัน
3. คนที่ตลกหัวเราะสดใส ก็คือคนเดียวกับคนที่สามารถร้องไห้ฟูมฟายได้
เพียงแต่คุณจะได้เห็นหรือเปล่าเท่านั้น อาจจะเคยได้ยินว่า "
คนที่หัวเราะได้ดังที่สุด ก็คือคนที่สามารถร้องไห้ได้ดังที่สุดเช่นกัน"
4. เด็กๆ จะมองว่าผู้ใหญ่ซีเรียส ในขณะที่ผู้ใหญ่จะบอกว่า เด็กไร้สาระ
เพราะเด็กไม่เคยเป็นผู้ใหญ่มาก่อน วันหนึ่งเค้าคงจะรู้ว่า
ทำไมถึงต้องมีเรื่องซีเรียส
สำหรับผู้ใหญ่ซึ่งได้ผ่านวัยเด็กมาแล้วอาจจะลืมไปว่า ณ วันที่ผ่านมา"
สาระ"ในชีวิตของเค้า คืออะไร
5. ครอบครัวไทยมักจะเลี้ยงลูกผู้หญิงให้เป็นฝ่ายถูกเลือก
คอยสั่งสอนให้ทำตัวเรียบร้อย
ไม่อย่างนั้นจะไม่มีใครเลือกไปเป็นคู่ครอง....
แต่ความจริงแล้วผู้ชายและผู้หญิง เราต่างเลือกซึ่งกันและกันมากกว่า
6. เพื่อนที่ดีที่สุด
คือคนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกันโดยไม่พูดอะไรกันซักคำ
แต่สามารถเดินจากไป ด้วยความรู้สึกเหมือนได้คุยกันอย่างประทับใจที่สุด
7.ใครหลายคนไม่กล้าเข้าไปปลอบโยนให้คำปรึกษากับเพื่อนเพราะคิดว่าเราไม่รู้จะบอก
เค้ายังไง เพราะเราเป็นแค่เพื่อน....แต่ความจริงแล้วคุณเป็นตั้งเพื่อนต่างหาก
8. ผู้ชายที่ร้องไห้ และยอมรับว่าตัวเองร้องไห้เค้าคือสุภาพบุรุษที่สุด
อย่างน้อยการซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง... คือความกล้าหาญสุดยอด
9. ก่อนที่วันนี้ คุณจะทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ๆ
อย่าลืมสำรวจตัวเองก่อนว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา...
คุณทำใครหล่นหายไปจากชีวิตหรือเปล่า
10. เงินไม่ใช่พระเจ้า แต่ทำให้เรามีทางเลือกมากขึ้น
11. มีสติ สตางค์อยู่ ก็ปลีกเวลาไปใช้เสียบ้าง
อีกหน่อยไม่มีสติแต่มีสตางค์...ก็สายไปเสียแล้ว
12. เวลาที่เรารักใคร เราจะรู้สึกตัวเล็กเหลือเกิน...เวลาใครรักเรา
เราจะรู้สึกตัวใหญ่เหลือเกิน...แต่ถ้าเราเจอคนที่เรารักเค้าและเค้าก็รักเรา
เราจะผลัดกันตัวเล็กตัวใหญ่
13. วันที่คุณเข้มแข็งและแข็งแรงพอ
อย่าลืมเป็นผู้ฟังที่ดีให้กับคนที่มีปัญหาด้วย "เอาไหล่ให้เค้าพิง
เอามือให้เค้าจับ".....100 คำพูดดี ดี ไม่เท่ากับ 1
สัมผัสที่มีค่าหรอกนะ
14. คุณรู้ไหมว่า อายุคนเราเฉลี่ย 76 ปีนั่นคือแค่ 3952
อาทิตย์เท่านั้นคุณหมดเวลาไปกับการนอนถึง 1317 อาทิตย์
ซึ่งเท่ากับว่าคุณเหลือเวลาที่ใช้ดำเนินชีวิตแค่ 2635
อาทิตย์เท่านั้นเอง
15. ลองฉลองวันเกิดกับครอบครัวสักปี แล้วคุณจะได้รู้ว่า
เมื่อตอนที่คุณร้องไห้จ้าในวันเกิดวันแรก
คนในครอบครัวคุณมีความสุขกันขนาดไหน.......
วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553
รัฐประหาร 19 กันยา
เปิดเบื้องลึก..รัฐประหาร..19กันยายน2549 !!
การใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รัษาการนายกรัฐมนตรี ปรากฏเป็นรูปธรรม ในช่วงประมาณ 22.00 น.ในวันอังคาร ที่ 19 กันยายน 2549 มีเค้าลางปรากฏ ให้เห็นตลอดทั้งวัน
สัญญานแรกที่ปรากฏให้เห็นเกิดขึ้นในช่วงเช้า เมื่อผู้บัญชาการทั้ง 3 เหล่าทัพ ได้รับคำสั่งด่วนจาก พล.ต.อ. ชิดชัย วรรณสถิตย์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุม ครม. แทน พ.ต.ท. ทักษิณ ซึ่งติดภาระกิจร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ที่สหรัฐ
น่าแปลกใจที่คำสั่งดังกล่าว ไม่ได้การตอบสนองจาก ผบ.ทุกเหล่าทัพ..!!!???
นับจากนั้นข่าวการรัฐประหารก็สะพัดขึ้นทันที ก่อนจะชัดเจนเมื่อพบความเคลื่อนใหวเป็นพิเศษของกองกำลังพลสังกัดกองทัพภาคที่ 3 ที่อยูภายใต้การบังคับบัญชาของ พล.ท.สพรั่ง กัลยาณมิตร แม่ทัพภาคที่ 3
โดยมีรายงานข่าวในช่วงบ่ายว่า พล.ท.สพรั่ง ได้เดินทางไปที่กองพลทหารม้า ที่ 1 เพชรบูรณ์ พร้อมสั่งการให้ตรวจสอบความพร้อมของยานลำเลียง รถถัง ปืนใหญ่ และอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ของ พล.ม. 1
อย่างไรก็ตามการเคลื่อนใหวที่ พล.ม.1 หาได้รอดพ้นสายตาของทหารอีกฝ่ายที่ใกล้ชิด พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่
เมื่อความเคลื่อนใหวในส่วนนี้ปรากฏขึ้นมา กำลังอีกด้านจาก พล.ม.2 ซึ่งมี พล.ต. ศานิตย์พรมมาศ ตท.10 รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นผบ.พล ก็ได้เคลื่อนกำลังเข้าอารักขาทำเนียบรัฐบาลทันที่ ทำให้การเคลื่อนใหวที่ พล.ม.1 เงียบลงไป
กระนั้นข่าวการเตรียมกำลังยึดอำนาจก็ยังสะพัดต่อไป อย่างคึกคัก จนมีข่าวว่ารักษาการรัฐมนตรีบางคนเตรียมหลบหนีแล้ว
ความเคลื่อนใหวที่น่าสนใจเกิดขึ้นอีกครั้งในเวลา 17.00 น. กลุ่มพลเรือนประมาณ 10 คน นำโดย นางเพ็ญจิต ปัญญวรรณศิริ ข้าราชการบำนาญ ได้เดินทางไปที่กองบัญชาการกองทัพ ขอยื่นหนังสือให้ พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. นำกำลังออกมาทำให้สถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย เข้าสู่การปฏิรูปการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย
ล่วงเข้าช่วงค่ำวันเดียวกัน ข่าวการรัฐประหารยึดอำนาจก็กระหึ่มหนักขึ้น ตามด้วยรายงานข่าวว่ามีการเจรจากันระหว่างผู้นำฝ่ายรัฐประหาร กับพ.ต.ท. ทักษิณ ยื่นข้อเสนอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หลีกทางออกไป แต่ฝ่ายหลังไม่สนองตอบ
ข่าวชิ้นดังกล่าวเหมือนฟางเส้นสุดท้าย ก่อนที่ฝ่ายรัฐประหารจะเคลื่อนกำลังออกมาอย่างเป็นรูปธรรม....!!!
เวลา 21.00 น. สายข่าวทุกสายยืนยันมีรัฐประหารแน่นอน และเป็นที่น่าสังเกตว่า ตั้งแต่เวลาดังกล่าว สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ไม่มีการออกอากาศรายการต่างๆ ตามปกติ มีเพียงพระบรมฉายาลัษณ์ และเสียงเพลงเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น
จากนั้นแค่ไม่กี่นาที รถบัสนับสิบคัน จากศูนย์บัญชาการสงครามพิเศษ ลพบุรี นำกำลังพลในชุดพราง อาวุธครบมือเดินทางถึงกองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน ตามด้วยรถถ่ายทอดสดของ ททบ. 5
สถานการบีบคั้นหัวใจผ่านไปเพียงชั่วโมง สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ก็ออกอากาศสดเสียงของพ.ต.ท.ทักษิณ จากนิวยอร์ก ประกาศภาวะฉุกเฉิน พร้อมเด้ง บิ๊กบัง-สนธิ ไปช่วยราชการที่สำนักนายกฯ โดยต้องไปรายงานตัวกับ พล.ต.อ.ชิดชัย ทันที
นอกจากนี้ยังมอบหมายให้ พล.อ. เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผบ.สส. เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียนร้อย ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการแผ่นดินในภาวะฉุกเฉิน แต่แล้วความหวังสุดท้ายของพ.ต.ท. ทักษิณ ที่จะต่อสู้รักษาอำนาจต่อไปก็พังทลายลง เมื่อทหารฝ่ายยึดอำนาจสั่งยุติการออกอากาศทันที พร้อมกับที่ขบวนรถถังนับสิบคัน ผสมกับรถฮัมวี่ติดปืนกลได้เคลื่อนเข้าสู่ถนนราชดำเนินท่ามกลางความแปลกใจของประชาชน
ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวว่า กำลังพลฝ่ายรัฐประหาร อีกส่วนจากกรมทหารราบที่ 31 ลพบุรีได้เข้ายึดทำเนียบ นอกจากนั้นยังมีกำลังไม่ทราบฝ่าย เข้ายึดอาคารชินวัตร สถานีโทรทัศน์ ไอทีวีบ้านจันทร์ส่งหล้า ของพ.ต.ท. ทักษิณ
จนกระทั่งเวลา 23.00 น.ความสงสัยข้องใจทั้งหมดก็คลี่คลายลง เมื่อมีการแถลงการณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ แห่งประเทศไทย ระบุว่า " คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข " ซึ่งประกอบด้วย ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เข้าควบคุมสถานการณ์ในเขตพื้นที่ กทม. และปริมลฑลได้แล้ว
จากนั้นในเวลา 240.00 น. คณะปฏิรูปฯ พร้อมด้วย พล.อ. เรืองโรจน์ มหาสรานนท์ ได้เข้าเฝ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เพื่อกราบบังคมทูลถวายรายงานสถานการณ์
(ขอขอบคุณ คมชัดลึก ฉบับ วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน 2549)
การใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รัษาการนายกรัฐมนตรี ปรากฏเป็นรูปธรรม ในช่วงประมาณ 22.00 น.ในวันอังคาร ที่ 19 กันยายน 2549 มีเค้าลางปรากฏ ให้เห็นตลอดทั้งวัน
สัญญานแรกที่ปรากฏให้เห็นเกิดขึ้นในช่วงเช้า เมื่อผู้บัญชาการทั้ง 3 เหล่าทัพ ได้รับคำสั่งด่วนจาก พล.ต.อ. ชิดชัย วรรณสถิตย์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุม ครม. แทน พ.ต.ท. ทักษิณ ซึ่งติดภาระกิจร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ที่สหรัฐ
น่าแปลกใจที่คำสั่งดังกล่าว ไม่ได้การตอบสนองจาก ผบ.ทุกเหล่าทัพ..!!!???
นับจากนั้นข่าวการรัฐประหารก็สะพัดขึ้นทันที ก่อนจะชัดเจนเมื่อพบความเคลื่อนใหวเป็นพิเศษของกองกำลังพลสังกัดกองทัพภาคที่ 3 ที่อยูภายใต้การบังคับบัญชาของ พล.ท.สพรั่ง กัลยาณมิตร แม่ทัพภาคที่ 3
โดยมีรายงานข่าวในช่วงบ่ายว่า พล.ท.สพรั่ง ได้เดินทางไปที่กองพลทหารม้า ที่ 1 เพชรบูรณ์ พร้อมสั่งการให้ตรวจสอบความพร้อมของยานลำเลียง รถถัง ปืนใหญ่ และอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ของ พล.ม. 1
อย่างไรก็ตามการเคลื่อนใหวที่ พล.ม.1 หาได้รอดพ้นสายตาของทหารอีกฝ่ายที่ใกล้ชิด พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่
เมื่อความเคลื่อนใหวในส่วนนี้ปรากฏขึ้นมา กำลังอีกด้านจาก พล.ม.2 ซึ่งมี พล.ต. ศานิตย์พรมมาศ ตท.10 รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นผบ.พล ก็ได้เคลื่อนกำลังเข้าอารักขาทำเนียบรัฐบาลทันที่ ทำให้การเคลื่อนใหวที่ พล.ม.1 เงียบลงไป
กระนั้นข่าวการเตรียมกำลังยึดอำนาจก็ยังสะพัดต่อไป อย่างคึกคัก จนมีข่าวว่ารักษาการรัฐมนตรีบางคนเตรียมหลบหนีแล้ว
ความเคลื่อนใหวที่น่าสนใจเกิดขึ้นอีกครั้งในเวลา 17.00 น. กลุ่มพลเรือนประมาณ 10 คน นำโดย นางเพ็ญจิต ปัญญวรรณศิริ ข้าราชการบำนาญ ได้เดินทางไปที่กองบัญชาการกองทัพ ขอยื่นหนังสือให้ พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. นำกำลังออกมาทำให้สถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย เข้าสู่การปฏิรูปการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย
ล่วงเข้าช่วงค่ำวันเดียวกัน ข่าวการรัฐประหารยึดอำนาจก็กระหึ่มหนักขึ้น ตามด้วยรายงานข่าวว่ามีการเจรจากันระหว่างผู้นำฝ่ายรัฐประหาร กับพ.ต.ท. ทักษิณ ยื่นข้อเสนอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หลีกทางออกไป แต่ฝ่ายหลังไม่สนองตอบ
ข่าวชิ้นดังกล่าวเหมือนฟางเส้นสุดท้าย ก่อนที่ฝ่ายรัฐประหารจะเคลื่อนกำลังออกมาอย่างเป็นรูปธรรม....!!!
เวลา 21.00 น. สายข่าวทุกสายยืนยันมีรัฐประหารแน่นอน และเป็นที่น่าสังเกตว่า ตั้งแต่เวลาดังกล่าว สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ไม่มีการออกอากาศรายการต่างๆ ตามปกติ มีเพียงพระบรมฉายาลัษณ์ และเสียงเพลงเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น
จากนั้นแค่ไม่กี่นาที รถบัสนับสิบคัน จากศูนย์บัญชาการสงครามพิเศษ ลพบุรี นำกำลังพลในชุดพราง อาวุธครบมือเดินทางถึงกองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน ตามด้วยรถถ่ายทอดสดของ ททบ. 5
สถานการบีบคั้นหัวใจผ่านไปเพียงชั่วโมง สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ก็ออกอากาศสดเสียงของพ.ต.ท.ทักษิณ จากนิวยอร์ก ประกาศภาวะฉุกเฉิน พร้อมเด้ง บิ๊กบัง-สนธิ ไปช่วยราชการที่สำนักนายกฯ โดยต้องไปรายงานตัวกับ พล.ต.อ.ชิดชัย ทันที
นอกจากนี้ยังมอบหมายให้ พล.อ. เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผบ.สส. เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียนร้อย ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการแผ่นดินในภาวะฉุกเฉิน แต่แล้วความหวังสุดท้ายของพ.ต.ท. ทักษิณ ที่จะต่อสู้รักษาอำนาจต่อไปก็พังทลายลง เมื่อทหารฝ่ายยึดอำนาจสั่งยุติการออกอากาศทันที พร้อมกับที่ขบวนรถถังนับสิบคัน ผสมกับรถฮัมวี่ติดปืนกลได้เคลื่อนเข้าสู่ถนนราชดำเนินท่ามกลางความแปลกใจของประชาชน
ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวว่า กำลังพลฝ่ายรัฐประหาร อีกส่วนจากกรมทหารราบที่ 31 ลพบุรีได้เข้ายึดทำเนียบ นอกจากนั้นยังมีกำลังไม่ทราบฝ่าย เข้ายึดอาคารชินวัตร สถานีโทรทัศน์ ไอทีวีบ้านจันทร์ส่งหล้า ของพ.ต.ท. ทักษิณ
จนกระทั่งเวลา 23.00 น.ความสงสัยข้องใจทั้งหมดก็คลี่คลายลง เมื่อมีการแถลงการณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ แห่งประเทศไทย ระบุว่า " คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข " ซึ่งประกอบด้วย ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เข้าควบคุมสถานการณ์ในเขตพื้นที่ กทม. และปริมลฑลได้แล้ว
จากนั้นในเวลา 240.00 น. คณะปฏิรูปฯ พร้อมด้วย พล.อ. เรืองโรจน์ มหาสรานนท์ ได้เข้าเฝ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เพื่อกราบบังคมทูลถวายรายงานสถานการณ์
(ขอขอบคุณ คมชัดลึก ฉบับ วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน 2549)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)